I'm hAppy's profile>> Dead Poet Society : T...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 13 .โลกแบน....ของฉันและเธอ ตอนจบจบแล้วนะ เรื่องโลกแบนฯ หวังว่าคงรุ้สึกดีกับมันอย่างที่ผมรู้ ขอบคุณที่ติดตามครับ เพชรพชระ แบงค์เอง ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Gear Sharing เพชรพชระ โลกแบน....ของฉันและเธอ ตอนจบ
“ขอโทษ ก็ ก็ ก็.......ฉันนึกว่าของฉัน” พระอาทิตย์แดงช่ำ ราวเนื้อแตงโมสุกเก็บสดจากสวน เคลื่อนต่ำสัมผัสน้ำแล้ว ไม่นานความสว่างสังเคราะห์ของแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องสว่างขึ้นแทนที่ ฉันหมดทางที่จะเฉไฉไปไหนได้ เพราะหลังจากหน้าแตกเรื่องซีดีเพลง ฉันก็ต้องยอมหยุดโวยวาย และฟังเขาพูด เราสองคนจึงหยุดและยืนคุยกันที่ทางเดินบนสะพานตากสิน ท่ามกลางช่วงเวลาหนึ่งที่พระอาทิตย์สวยที่สุด และช่วงเวลาที่เป็นสัญลักษณ์การสิ้นสุดของวัน แต่บทสนทนา และเรื่อวราวของคนแปลกหน้าสองคนแค่เพียงเริ่มขึ้นเท่านั้น เมื่อสติสตังของตัวเองได้กลับมาสู่สภาพปกติได้แล้ว แต่แล้วมันก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อเราเริ่มคุยกัน และได้รู้ว่าชายหนุ่มมาดเซอร์คนนี้คือ เจ้าของเพลง โลกแบนของฉัน จริงๆอย่างที่เขาพยายามจะบอก “ฉันขอโทษ.... ” ฉันพูดด้วยความสำนึกผิดที่ผสมกับความอับอาย จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “เอ่อ คุณบอกว่าคุณชื่ออะไรน่ะค่ะ คุณนักดนตรี ” เขายิ้มมุมปาก โดยไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเคืองต่อฉัน “ เพชรครับ” เขายิ้ม มองหน้าฉัน ก่อนจะระเบิดหัวเราะดังลั่น แล้วจึงพูดต่อ “โลกเรานี่ก็ตลกนะ เรารู้ว่าโลกกลม ไม่นานเราก็จะเดินทางไปพบกับใครคนนั้น หรือสิ่งๆ นั้น ทันใดโลกก็กลับใหญ่เกินที่เดินทางมาบรรจบกับใครซักคน หรือสิ่งที่ต้องการ ” เขาคลายกระดุมออกหนึ่งเม็ด พับแขนเสื้อ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น “ผมไม่ได้ขายซีดี แค่สามแผ่นหรอกนะ แต่มันคงถูกเปิดฟังแค่สามแผ่น และคนที่ฟังมากที่สุดก็น่าจะเป็นผม” น้ำเสียงชายหนุ่มนักเขียนเพลงดูเศร้า แต่เขาก้ยังมีรอยยิ้มปนในความเศร้านี้ “ฉันรักเพลงนี้...” ฉันพูดแทรกขึ้น แล้วจึงมองเหม่อไปที่ตึกสูงที่เรียงระยับกับแสงไฟ “ก็เพราะเรื่องนี่ แหละผมถึงได้มีท่าทีแปลกกับคุณ หลายๆ ร้านที่ผมฝากขายซีดีเพลงนี้ นอกจากขายไม่ออก เจ้าของร้านไม่ช่วยโปรโมต ซีดียังถูกตีกลับแทบทั้งหมด เหลือแค่ร้านนั้นร้านเดียวคือร้านที่คุณไปซื้อมา..” เขาพยายามอธิบาย “...และฉันก็ซื้อมา ทั้งที่ไม่เคยซื้อเพลงที่ทำเองขายเองแบบนี้” ฉันพูดแทรกขึ้น “...และผมดีใจมาก ไม่ใช่ที่ขายออก แต่ดีใจที่จะมีใครได้ฟังความคิดของผมแล้ว” เขายิ้มอย่างภูมิใจ หยิบปกซึดีขึ้นมอง “จริงๆ ผมไม่ได้เป็นนักดนตรง ดนตรีอะไรนั่นหรอก ผมก็แค่เขียนหนังสือ ที่มีเสียง จริงๆ ผมเป็นนักเขียนอิสระ เขียนนู่นเขียนนี่ไปเรื่อย เอ่อ นี่ผมถามชื่อคุณหรือยัง” “ฉัน... ปิ่นเงินค่ะ ฉันก็ดีใจที่เจอคุณ... เอ่อ ไม่ใช่ ไม่ใช่ เจอเจ้าของเพลงที่ฉันชอบ” ฉันเกือบเผลอเผยความรู้สึกจริงๆ ว่าฉันรอเขามานานแค่ไหน ฉันมันก็แค่ผู้หญิงช่างฝัน ช่างจินตนาการ และคงเพราะชอบอ่านนิยายรักโรแมนติกละมั้ง ถึงได้มัวรอฉากอุบัติเหตุรักมาตลอด ขอสารภาพว่า นายนักเขียน นักดนตรีคนนี้ ทำให้ฉันเชื่อว่าโลกแบนได้เกิดขึ้นกับฉันแล้ว ฟ้าไร้แสงสว่างแล้ว แต่โลกกลับสว่าง และเต็มไปด้วยสีสันเมื่อฉันได้เห็นชายหนุ่มที่เชื่อว่ารอคอยมาตลอด ยิ้ม หัวเราะในการสนทนาของเรา เราพลัดกันพูดถึงเรื่อยงราวในชีวิตโลกกลมใบนี้ของเรา เราเชื่อในสิ่งเดียวกันว่าโลกกลม ถูกอย่างจะวนเวียนและกลับเข้ามาสู่จุดเริ่มต้น และทุกสิ่งมีโอกาสบรรจบได้เพียง แต่บางทีมันอาจนานจนเราไม่สามารอดทนรอ แต่หากโชคดีถ้าเลือกสร้างโลกประหนึ่งพระเจ้าได้ เราคงอยากให้โลกของเราแบน จะได้ไม่ลำบากที่จะเจอกัน และไม่คลาดกับสิ่งที่รอ เราพูดคุยกันจนลืมเวลา เรือข้ามฝั่งหยุดให้บริการแล้ว ส่วนเรือด่วนเจ้าพระยาก็ลอยลำไปเข้าจอดเทียบท่าหยุดให้บริการ พักเครื่องเตรียมสำหรับวันพรุ่งนี้ “ทำไมคุณถึงทำมาแค่เพลงเดียวล่ะเพชร ไหนๆ ก็ทำแล้ว” “จริงแล้วผมทำเพลงนี้มานานแล้วล่ะ แค่ไม่เคยลองเอามาให้คนอื่นฟังบ้าง ก็เลยลองดู” “นานแล้ว...แสดงว่าคุณก็จะไม่ทำเพลงอีกแล้ว” ฉันถามน้ำเสียงสงสัย “ผมเพราะผมรู้สึกอย่างนั้น ณ ตนนั้น” เค้าทำน้ำเสียงเศร้าลงเล็กน้อย “อีกอย่างชีวิตตอนนี้ก็ยุ่งๆ ด้วย” เค้ายิ้ม “ตอนนั้นคุณคงเหงา... ความเหงาทำให้คนเราไขว้คว้า ทำให้คนเราคาดหวัง ฉันเองก็ไม่ต่างกัน ฉันก็เหงา มีคนเข้ามาในชีวิตมากมาย แต่แล้วเขาก็เดินจากไป จนเรารู้สึกว่ากลมดูจะโหดร้ายกับฉัน ฉันโคจรพร้อมๆ กับโลกที่โลกโคจร แต่โลกไม่เคยให้ฉันเจอกับความสมหวังบ้าง” เขาคงไม่ต่างกันฉัน “เพลงนี้ผมแต่ง เมื่อหลายปีที่แล้ว ประมาณ 4-5 ปีแล้วล่ะ ตอนที่ชีวิตมันแย่ๆ อกหัก ตกงาน และก็เป็นช่วงที่สงสัยในสิ่งต่างๆ มากมาย สงสัยว่าทำไม ทำไมอะไรมันพร้อมใจเลวร้ายไปหมด เหมือนกับว่าโลกของผมโคจรไปในจุดวิกฤติ” เขาหยุดเว้นจังหวะ แล้วเสยผมขึ้น “แล้วเพลงมันเกิดขึ้นได้ไงค่ะ” “แล้วชีวิตผมก็ดีขึ้น....ผมมีแรงบรรดาใจ มีกำลังใจที่จะมองโลกในแง่บวก เข้าใจในเหตุผลของโลกว่า ทุกอย่างเป็นวัฎจักรโลกหมุน เปลี่ยนฤดูกาล ชีวิตเดินทางย่อมเจอกับลมฝน ความร้อน และไอหนาวเป็นธรรมดา ” “วันหนึ่งอากาศก็จะกลับมาสดใส...ใช่มั้ย” ฉันเสริมก่อนจะพูดต่อ “ฉันก็คิดแบบนั้น ฉันหวังว่าโลกของฉันจะสดใสในวันหนึ่ง” “แล้วตอนนี้คุณคิดว่าโลกยังแย่อยู่หรือเปล่า” เค้าถามพร้อมรอยยิ้ม “ก็ยังคิด แต่ก็เชื่อว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยๆ ฉันก็มีงาน มีเงินมีครอบครัว ก็โอเคนะ เหงาบ้างบางครั้ง” “เชื่อเถอะว่า โลกเราสร้างทุกอย่างให้สมดุลกันอย่างมหัศจรรย์ เหมือนกับที่โลกมีซีกโลกที่ร้อน ซีกโลกที่แสนหนาวเหน็บ ทุกอย่างมีความเกี่ยวโยงกัน คุณเองก็จะได้เจอคนๆ นั้นวันหนึ่ง” “เหมือนอย่างที่เจอคุณใช่มั้ย” ฉันลองหยั่งเชิง “ใช่ เหมือนที่ผมได้เจอกับคุณที่มีความคิดคล้ายๆ กัน... เจอกับผู้คนต่างๆ ที่ดีต่อเรา และรักเรา” ยิ่งนานเท่าไหร่เขาก็ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งกับความคิดมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ในใจว่า ฉันต้องทำอย่างไร เพราะฉันรู้สึกว่าฉันเจอเค้าแล้ว ยิ่งฉันคิดถึงเรื่องของการผูกสัมพันธ์มากเท่าไหร่ ความเงียบก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะเขาเองก็ดูเหมือนจะรอให้ฉันเริ่มบทสนทนามากกว่า ในขณะที่เงียบอยู่นั้น เสียงเพลงทรูโทนจากโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เป็นเพลงโลกแบน เขารีบรับโทรศัพท์ แล้วเดินแยกออกไปคุยพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาหาฉันที่จุดที่เรายืนอยู่ซึ่งเป็นจุดกลางสุดของสะพานตากสิน “ผมคงต้องไปแล้วนะปิ่น....ขอบคุณมากนะ ที่ชอบเพลงของผม หวังว่าคงได้เจอกันอีกนะครับ” เขารีบเอ่ยคำลาโดยที่ฉันไม่ทันจะฉุดรั้งหรือสานต่ออะไรได้ เขาค้นของในกระเป๋า หยิบซีดีแผ่นเดียวกันนั้นให้ฉัน ก่อนจะพูดขอบคุณอีกครั้ง “ขอให้คุณมีความสุขนะครับ โลกมันก็เป็นงี้ วันหนึ่งคุณจะมีความสุขถ้าเข้าใจมัน ผมให้คุณไว้เป็นที่ระลึกกับแฟนคนเพลงคนเดียวของผม ไปแล้วครับลาก่อน” เขายิ้มรอยยิ้มอบอุ่นนั้น แล้วหันหลังกลับไปที่ฝั่งเดิมสถานีรถไฟฟ้าตากสินอย่างเริ่งรีบ “คุณค่ะ” เขาเดินจากไปไม่ทันให้ฉันได้ร่ำลา ฉันก้มมองซีดีเพลงเพลงเดียวที่ฉันได้มาเพิ่มอีกหนึ่งแผ่นจากเจ้าของเพลง แผ่นนี้เหมือนกันทุกอย่างต่างตรงที่ แผ่นที่เค้าให้ถูกจัดทำเป็นเหมือนของที่ระลึก ของชำร่วย ปกเป็นสีเดียวกันกับของฉันคือสีฟ้าคราม แต่ในแผ่นซีดีเป็นสีชมพู สกรีนตัวอักษร V และ P 9 พ.ย. 2540 และข้อความ เราจะ หากความรักฉันได้กำเนิด เกิดและคงอยู่บน โลกแบนก็ดีแสน ที่ฉันจะยืนอยู่กับเธออยู่ตรงนี้โดยไม่ต้องกังวล โลกกลมมีกลางคืนกลางวัน มีปี เดือน วัน แต่โลกแบนของฉันมีเพียงปัจจุบัน ของเราเท่านั้นพอ...ขอบคุณที่มาร่วมงาน ขอความสุขมาสู่ทุกคน เมื่ออ่านจบ ฉันเงยขึ้นไปที่ขอบฟ้าที่มีแสงจากตึกสูงระยิบระยับจากเสาสูง แล้วจึงยิ้มขึ้นในทันที สาบานได้ว่าฉันไม่ได้เสียใจ เลยสักนิด และก็ไม่ตกใจ ฉันกลับรู้สึกอิ่มใจ หัวใจฉันพองโตขึ้น และเข้าใจในเหตุผลทุกอย่าง ผู้ชายในโลกแบนคนที่เพิ่งจากไปนั้น ที่สำคัญที่สุดฉันดีใจที่เขาเลือกจะเดินกลับไปฝั่งบางรัก มากกว่าจะร่วมทางไปที่ฝั่งธนฯ กับฉัน ฉันเก็บซีดีใส่ในปก แล้วเดินกลับสู่ฝั่งธนฯ .....กลับสู่โลกของฉัน
Ska At First Sight รักแรกเพลงสกา ตอนจบไหนๆ ก็ไหน ก็ลงให้จบเลยกัน….. ผมรักเรื่องนี้นะ หวังว่าสักวันมันจะขยายเป็นนิยายเรื่องยาว และเป็นบทหนังสนุกๆ ขอบคุณที่ติดตาม แบงค์ หัวใจห้องล่างซ้าย --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
SCI Sharing หัวใจห้องล่างซ้าย Ska At First Sight รักแรกเพลงสกา ตอนจบ
มีใครบางคนเราว่า ดนตรีไม่ได้สำคัญที่ เนื้อร้องไพเราะดั่งกวี ไม่จำเป็นต้องสูงสง่าด้วยถ้อยคำที่นำสมัย ไม่จำเป็นต้องมีทำนองที่งดงามปานภาพวาด ดนตรีก็ ท่วงทำนองของความรู้สึก คือคำพูดของความรัก จะแคร์ทำมว่าดนตรีจะถูกจะแพง จะสูงศักดิ์จะต่ำต้อย ในเมื่อมันก็คือดนตรีเช่นเดียวกัน” ............................................................ อย่าหวังเลยว่าผมจะพูดอะไรที่ดูดี มีสกุล อย่างนั้น เวลาของเราสองคนผ่านไปเร็วเหมือนโดนแกล้ง เธอพาผมตระเวรร้านอร่อยร้านอาหารโต้รุ่ง ราวกับเป็นเจ้าถิ่น ทั้งที่แท้จริงเธอมาอยู่ที่เป็นวันที่สอง ตลาดโต้รุ้งตอนตีสองค่อนตีสามแล้ว แต่ยังคนยังหนาตา ลูกค้าแน่นแทบทุกร้าน เธอเองก็เป็นลูกค้าแทบทุกร้าน พร้อมตระเวณชิม “นี่นายรู้มั้ย ร้านนี่อร่อยสุดเลย แต่นี่จะบอกความลับให้หอยทอด อร่อยกว่าผัดไทกุ้งสด หอยสดมั๊ก มั๊ก” เธอเน้นเสียงย้ำความมั่นใจ และให้เหมือนรู้จริง ผมหาวคำใหญ่ก่อนจะพูดกับเธอ “นี่คุณ คุณปรายคุณยังไม่อิ่มอีกเหรอ ไหนบอกว่าคุณจะพาผมมากิน คุณเล่นสั่งเองกินเองไปตั้ง...ผมได้ข่าวว่าคุณเองก็เพิ่งย้ายมาอยุ่แถวนี้ไม่ใช่ไง” “ห้ามบ่น...เพราะมื้อนี่ฉันเลี้ยง” เป็นงั้นไปผมได้แต่แสดงความงงในใจ ก้มหน้าก้มตาหิ้วของต่อ “คุณปรายคุณ ทำงาน เรียน หรือเป็นแม่ค้า หรือ...” “ฉันเหรอ ทำงาน เรียน ทำงาน เรียน และก็ทำงาน” เธอยกนิ้วขึ้นนับ “ตกลง เรียนหรือทำงาน” ผมแทรกขึ้น เธอหยิบแก้วน้ำปั่นจากมือขึ้นมาดูด “คือทำงานซะส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องเรียน เรื่องรอง” เธอนำผมด้วยสีหน้าอิ่มสุขตรงเข้าซอยบ้านของเรา" “คือการทำงานของฉันคือ การทำฝัน ส่วนเรียนคือขั้นตอนหนึ่งในชีวิต” เธอหยิบข้าวของจากมือผมแบยบไม่บอกไม่กล่าวอีกครั้ง “ขอบคุณมากที่กินข้าวเป็นเพื่อน ทีหลังไม่ต้องไม่ต้องเรียกคุณปรายก็ได้นะ” “เอานี่คุยยังไม่ทันรู้เรื่อง แล้วตกลงยังไง” เธอเดินกลับเข้าบ้านตัวเองหน้าตาเฉย ก่อนจะหันหลังกลับมา “แล้วค่อยคุยกันนะ ฝันดีนะ พรุ่งนี้ทำงานไม่ใช่เหรอ” เธอหาวอ้าปากหวอ “ ทุเรียน...ล่ะ.” ไม่ทันที่ผมจะสื่อความข่มขื่นหลังจากที่เธอจากไป ทุเรียนที่ปอกตั้งแต่เย็นเริ่มแผลงฤทธิ์ ทันทีที่เปิดประตูบ้านกลิ่นทุเรียนคละคลุ้มฟุ้งไปทั่วราวกับยาฆ่าแมลงที่ถูกพ่นไว้ดักยุงอย่างผมไว้ ผมล๊อคประตู วิ่งขึ้นชั้นสองอย่างรวดเร็ว โดยไม่เหลียวมองด้วยซ้ำว่า ทุเรียนตั้งอยู่ตรงไหน ปิดฉากค่ำคืนอันยาวนานของเรื่องราวระหว่างผมและเพื่อนบ้านคนสวย ……………………………………… จากคืนวันนั้นจังหวะชีวิตของผมก็เปลี่ยนไป ผมมีความสุขกับการทำงาน อยากไปทำงาน อยากสร้างสรรค์งาน และอยากจะกลับบ้าน รักการอยู่บ้านมากกว่าแค่กลับมานอนให้หมดวัน ชะตาชีวิตผมเปลี่ยนไปราวกับว่า เส้นลายมือ วันเดือนปี เวลาตกฟาก ของผมถูกโยกย้ายโดยผู้กำหนดไปเสียหมด ผมเปลี่ยนตัวเองจากไอ้กระจอกที่ยืนอยู่ปากเหวที่พร้อมถูกถีบตกลงไปให้หมดอนาคต กลายเป็นพนักงานที่มีพัฒนาการที่ดีที่สุดจากการประเมินช่วงเข้าไตรมาสสุดท้าย แต่สิ่งที่ยังไม่เคยคืบหน้าและพัฒนา คือความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านคนสวย... ผมไม่ค่อยได้เจอหน้าเธออย่างที่หวัง ทุกวันที่ผมรีบเคลียร์งานให้เสร็จแล้วกลับจากที่ทำงานก็เพราะหวังว่าจะบังเอิญเจอกับเธอที่ป้ายรถเมล์ ที่ท่าเรือด่วนเจ้าพระยา หรือที่หน้าบ้านของเราทั้งคู่ ทุกเย็นหากผมมีเวลาผมจะแวะซื้อต้นไม้ เพื่อมาปลุกที่หน้าบ้านจะได้มีกิจกรรมที่ได้อยู่หน้าบ้านอย่างสมเหตุสมผล บางวันก็ทำทีซื้อทุเรียนติดมือกลับบ้านเผื่อจะได้ชวนเธอมากิน แต่สุดท้ายผมก็ได้แต่ให้เด็กๆ ข้างบ้านกินในท้ายที่สุด เธอหายไป...เธอไม่ได้หายสาปสูญ เพียงแต่จู่จังหวะชีวิตของเราไม่ตรงกันเสียเลย เพื่อนบ้านบอกว่า เธอมักจะออกจากบ้านไปตอนกลางคืน และมักจะกลับมาก่อนที่ผมตื่นไปทำงาน หลายอาทิตย์ รวมกันเป็นเดือน ผมไม่ได้เจอหน้าเธอเลย ผมคิดหนทางที่จะได้พูดคุยกับเธออีก ผมลองดักรอหน้าเธอบ้าน ด้วยการปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ตอนเช้าตรู่พร้อมเปิดเพลงที่เธอเรียกมันว่า สกา ที่เมื่อก่อนนั้นผมไม่คุ้นเคยเลย เจ้าเครื่องเสียงระดับไฮ-เอนท์ เคยได้ร่วมบรรเลงเพลงของ เคนนีจี บีจีส์ นอร์รา โจน วันนี้มันมีหน้าที่บรรเลงเพลงในแบบเธอ เพื่อรอเธอกลับมา แต่โชคก็ไม่เข้าข้างผมเช่นเคย เหมือนกับว่าโควต้าโชคดีของผมถูกใช้ไปในเรื่องงานเสียหมด และวันนี้ความอดทนต่อการรอคอยของผมเหลือน้อยเต็มที ผมตื่นตอนเช้า เพื่อรถน้ำต้นไม้ตามปกติจนกลายเป็นนิสัยแล้วแม้จะเป็นหยุดพักพ่อน เพียงแต่ผมไม่ได้เปิดเพลง เรกเก้หรือสกาอีกแล้ว ผมกลับมาเป็นตัวผม เพลงที่ขับกล่อมปลุกสติในเช้านี้เป็นเพลง How deep is your love ของ บีจีส์ ไม่รู้สินะ ผมว่าครั้งนี้มันอาจจะเป็นรักแรกที่แปลกกว่าทุกครั้ง ทุกครั้งที่ผมเริ่มต้นความรักกับใคร เริ่มคบหาแบบคนรัก มันจะเป็นรักแรกที่ดีที่สุดทุกครั้ง แต่กับปราย “แหวะ !!!!!!!” เสียงแหวะเย้ยหยันดังสนั่นจากบ้านฝั่งตรงข้าม “เพลงอะไร เลี่ยนชะมัด” ปรายอยู่ในสภาพที่ผมได้เห็นเธอวันแรก ปรายในชุดเสื้อยืดสีขาวกรีนลายในแบบพวกสกา กางเกงขาสั้นชุดนอน ผมกระเซิงเพิงรุงรัง มือนึงถือหมอนใบใหญ่สีขาว อีกข้างถือถุงใส่ทุเรียนปอกสำเร็จ “เพื่อนบ้าน เพลงสกาย้ายไปแล้วเหรอว่ะ” เธอโวยวายเสียงลั่น ก่อนจะเดินจากบ้านฝั่งเธอมาหยุดหน้าบ้าน เอาทุเรียนแขวนที่ประตูรั่ว เสยผมขึ้นรี่ตาเพ่งมองที่ผม “นาย นายเป็นใคร เอาเพื่อนบ้านชาวสกา ที่น่ารักของฉันกลับมาคืนน่ะ” “นี่คุณ คุณละเมอ หรือละเมา นี่ผมเอง” ผมอดที่จะดีใจไม่ได้จนปล่อยความยินดีมาทางน้ำเสียง ในขณะที่เธอยังอยู่ในสภาพเดิม งัวเงีย โงนเงน เดินเข้าไปเข้ามายืนหน้าผม โน้มตัวและเขย่งขาขึ้นมองหน้า “นายอย่ามาก็หก นายพงษ์ มันต้องสูงขนาดเนี๊ย..” เธอทำมือยกสูงขึ้นไปอีก และเขย่งขาขึ้นอีกจนเอนถลำล้มลงมาที่อ้อมกอดผม พร้อมกับกลิ่นเหล้า ฉุนฟุ้งคลุ้มไปหมด “เออ นี่มันนายจริงๆ ด้วย นายพงษ์สกายามเช้า” เธอยังอยู่ในอ้อมกอดของผม อ้อมกอดที่มีหัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะจะโคน พร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนถูกโยนขึ้นฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า “เอ่อ เอ่อ คุณปราย” เธอกระชับอ้อมกอดผมขึ้นอีก “นี่นาย บอกว่าอย่าเรียกฉันว่าคุณปราย ไอ้คุณพงษ” เธอซบที่อกผม และขโมยใจผมไปอย่างถาวร โลกของผมหมุนกระทันหัน สรรพเสียงเงียบลง จนเหมือนว่าผมจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองกำลังบรรเลงเพลงกึกก้อง “นายถูกหลอกแล้ว !!!!!” จู่เธอก็กระโดดออกมา กระโดดโลดเต้น เปลี่ยนสีหน้าท่าทางขึ้นกระทันหัน “นายโดนอำ นายกำลังอยู่ในรายการดาราจำเป็น” เธอทำท่าทางเยาะเย้ย ก่อนเซถลาไปที่ม้านั่ง แล้วหลับไปในความงงของผม ผมยืนงงสักพักก่อนจะอุ้มเธอเข้าไปนอนที่โซฟาในบ้านของผม เปิดม่าน เปิดหน้าต่างให้ลมระบาย แล้วปล่อยให้เธอนอนหลับ ส่วนผมจึงออกไปที่ตลาดเพื่อซื้อข้าวของมาทำกับข้าวเพื่อเผื่อว่าเมื่อเธอตื่นเธอ อะไรร้อนจะช่วยให้ดีขึ้น นานแล้วที่ผมไม่ได้โชว์ฝีมือทำกับข้าวที่ร่ำเรียนมาจากแม่ของผม วันนี้ไฟในการเป็นพ่อครัวได้ลุกโชนอีกครั้ง แต่ด้วยไฟที่รี่ลงมานาน ผมจึงใช้เวลาทบทวนสูตร และวัตถุดิบนานไปนิด เกือบสามชั่วโมงที่ผมซื้อทั้งวัตถุดิบ และเครื่องปรุงรสต่างๆ ผมกลับจากตลาดใกล้บ้านย่องเดินเพื่อไม่ให้เธอตื่น ค่อยแงมประตูหน้าบ้านแอบมองไปที่โซฟาที่เหลือเพียงโซฟาเปล่า ผมอึ้งเล็กน้อยกับโชคชะตาที่เล่นตลกอีกครั้ง ผมยืนตะลึงหมดเรี่ยวแรงโซเซไปที่โซฟา ทึ้งตัวนอนหมดสภาพ ….!!!!! เสียงก๊อกแก๊กจากชั้นสองของบ้านทำให้กลับมา มีสติ สะดุ้งลุกหยิบเข้าของใกล้ตัวเป็นอาวุธ ผมวิ่งไปที่ครัวหยิบอีโต้ตัดกิ่งไม้ ค่อยๆ ย่องกลับมาสุ่มที่ข้างบันได เสียงปริศนาเคลื่อนไหวมาใกล้บันได ก้าวลงและเข้าใกล้ผมเรื่อย จนมองเริ่มเห็นถนัด ขาเรียวขาว ก้าวลงมาจากชั้นสอง ชุด....ชุดทำงานของผม เสื้อเชิ๊ตตัวใหญ่ของผม “ปราย...” ผมเผลอพูดออกมา “ใช่แล้ว....กลับมาแล้ว โทษทีนะที่วิสาสะ แต่ก็วิสาสะคนละครั้ง ถือว่าหายกันนะ” เธอเอาผ้าเช็ดตัวเช็ดผม ขณะพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงใสขึ้น และ สะกดผมด้วยความสดใส และมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างมาก ชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวตัวใหญ่ ยาวจนปิดกางเกงตัวเลข เส้นผมดำขลับหมาดน้ำยาวสยายจากที่เคยยุ่ง ตัดกับผิวขาวเลือดฟาด “นี่นาย ...นาย...เฮ้” เธอเรียกผมให้ตื่นจากภวังค์ “ครับ...เอ่อคุณปราย” “บอกว่าอย่าเรียกว่าคุณปราย โทษทีนะฉันยืมเสื้อนายก่อนและกัน คือฉันเลอะอ้วกน่ะ มันไม่ทันจริง เลยต้องอาบน้ำและก็เปลี่ยนเสื้อผ้า พอดีเห็นเสื้อนายแวนไว้ที่ราว ก็เลย...” เธอยิ้มแหยๆ “ปรายกินข้าวหรือยัง”ผมหลบตาเธอ มองไปที่อื่น “ปรายไม่ชอบคนหลบสายตา” “อะ โอเค มองแล้ว ปรายกินไรมั้ย จะทำให้กิน” ผมทำตามอย่างอัตโนมัติ “ยังเลย” เธอยิ้มกว้าง “นายจะทำให้กินเหรอ โว้วๆ ซื้อจ่ายตลาดด้วย หนุ่มสกา” เธอสำเร็จดูข้าวของที่ผมซื้อมา “อืม..” ผมยิ้ม “เดี๋ยวไปขนทุเรียนที่บ้านปรายมาแจมนะ” “เอ่อ ๆ ไม่ต้องๆ ไอ้ที่คุณเอาเมื่อเช้าก็พอแล้วล่ะ” ผมต้องรับห้ามก็จะเป็นปัญหา “ไปทำกับข้าวกันดีกว่า” ……………………………………………. แล้วเรื่องราวของเราก็ได้เริ่มต้นจริงๆ บทเพลงรักของเราก็ได้เริ่มเสียที หลังจากที่ เนื้อรองและทำนองหายไปจากผม เพลงของเราที่เป็นในแบบของเรา สวยงามและไพเราะสำหรับเรา ผมเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างของความต่าง เหตุผลของวันเวลา และการห่างหาย และบทสนทนาของเราในระหว่างการทำครัว ก็กลายเป็นเนื้อร้องที่ไพเราะในหัวผมตลอดไป นี่นาย อย่าบอกนะว่าที่เปิดเพลงสกาลั่นทุกเช้ามาสามสี่เดือนนี่เพื่อ เรียกความสนใจจากฉัน โธ่ ฟังเพลง ป๊อป เพลงแจ๊ส มันจะเป็นไร ก็ผมชอบ...คุณ เอ้ยเพลงของคุณจริงๆ อย่ามาพูดดีเลย ไม่เป็นของตัวของตัวเองเล้ย คุณนี่กวนใช่เล่นนะ โอ้ย อย่านะ ถ้านายขว้างมะนาว ครกอ่างศิลาลอยแน่ จะพูดไงล่ะ คุณพูดเองว่าผมชอบเพลงสกา ผมยังไม่ทันอธิบาย คุณก็บอกว่าผมเป็นหนุ่มสกา เอาล่ะจ๊ะๆ น้ำเดือดแล้ว จะล้นแล้วคุณ ลดไฟ.. ลดไฟ แล้วที่ สามสี่เดือนที่ต้องออก ดึก แล้วกลับเช้าเนี๊ย เรียนหรือทำงาน ก็ทั้งสองอย่าง เรียนนอกเวลา กับทำงานนอกเวลาไง คนมันต้องดิ้นรน ว่าแต่ว่า สามสี่เดือนที่คุณทุรนทุรายนะหรอ อะไรของคุณ ผมไม่เคยสนใจคุณหรอก อันแน่ ฉันเห็นนะ ซีดีเพลงสกา ต่างประเทศใหม่เอี่ยมที่เครื่องเสียงนะ ซื้อมาฟังเองเหรอ หรือว่า ซื้อให้ฉัน แล้วที่เมานะ อกหักเหรอ ..ส่งพริกไทยให้ผมหน่อย “ฮัด ชิ้ว ...เบาๆ ดิ พริกคลุ้งหมดแล้ว ฉันฉลองเรียนจบย่ะ ” “ดีใจด้วย ดีใจ อ้าวชนแก้ว...” “นั้นมันน้ำปลา ..” นี่แหละ...เรื่องของสาวสการักแรกของผม และรักที่ผมหวังให้เป็นรักสุดท้าย....รักที่เสมือนเพลงๆ หนึ่งที่ไม่วันสิ้นสุด August 17 Ska At First Sigth รักแรกเพลงสกา ตอน ๒
ขออภัยมิตรรักนักอ่านเหลือเกิน ชีวิตวกวนวุ่นวายวอแววื่นวือ เอาเปนว่า ช่วยอ่านกันต่อนะ
SCI Sharing หัวใจห้องล่างซ้าย Ska At First Sigth รักแรกเพลงสกา ตอน ๒ เธอยืนอยู่ผมทั้งหลับตา ก่อนจะเดินงัวเงียไร้สติ เข้าบ้านแล้วหายไปโดยไม่ปิดประตู ทิ้งภาพแรกสาวข้างบ้านสุดสวยผมไว้ในหัว ผมยืนสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ จนรู้สึกว่าเธอคงลอยล่องท่องความฝันไปแล้ว แต่ประตูบ้านของเธอยังเปิดกว้าง ผมตัดสินใจกลับไปที่บ้านเพื่อนบ้านแปลกหน้าคนสวย เพื่อปิดประตูบ้านให้เธอ “โทษนะที่วิสาสะ สาวสกา ผมแค่จะปิดประตูบ้าน” ผมย่องเปิดประตูรั้วเหล็กที่ไม่ได้ล็อกเพื่อเข้าไปปิดประตูหน้า ผมค่อยดึงประตูปิดให้เบาที่สุด ในขณะที่ทำตัวเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ช่วยปิดประตูหญิงสาวขี้เซา ที่ช่องบานกระจกผมเห็นเธอนอนคว่ำบนโซฟาด้วยท่าทางผิดสังเกตุ ขาข้างหนึ่งพาดเป็นนางแบบพรีเซนต์เตอร์ชุดเครื่องนอน ขาเรียวขาวได้รูป แต่อีกข้างดันแหกค่ายเตลิดเลยโซฟา “คุณ คุณ คุณ !!!!” ผมเริ่มไล่เสียงจากเบาไปดัง แต่ทว่าก็ไม่เป็นผล ผมห้ามตัวเองไม่ให้คิดในแง่ร้าย ว่าเธอไม่สบายหรือเป็นอะไร ผมจึงลงอีกครั้ง “คุณ คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า” ผมตะโกนจากที่ประตูหน้าบ้าน เพื่อกันความผิดฐานบุกรุกไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะดังแค่ไหน เธอก็ไม่มีท่าทีขยับส่งสัญญาณขีวิต แต่อย่างใด แต่จะแปลกอะไร ขนาดไอ้เพลงสไตล์คนไล่ควาย ฮึ ฮึ สนั่นบ้านขนาดนั้นเธอยังไม่รู้สึก ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะค่อยเดินเข้าดูเธอใกล้ พร้อมพึมพำ ขอโทษขอโพยเบาๆ “โทษนะ ไม่ได้มีเจตนาร้ายนะจ๊ะ” เธอดูไร้สติอย่างสิ้นเชิงบนโซฟา ผมมองดูเธอนอนคว่ำ และเอียงหน้ามาทางผม ใบหน้าในระยะประชิดทำให้ได้รู้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ ผิวพรรณ หน้าตาของเธอดูสวยงามเหมือนพวกไฮโซสังคมชั้นสูง คิ้วเข้มเรียวยาว เรากับสวรรค์เขียน...และก็หอมเหลือเกิน หอมกลิ่นเหลือเกิน จะสูดเข้าไป ความหอมและความงามทำให้ผมถูกสะกดให้มองหน้าเธอ และเผลอสูดกลิ่นหอมจากตัวเธอ ผมสบัดหน้า เพื่อตั้งสติ แล้วจึงลองปลุกเธอเบาๆ อีกครั้ง “คุณครับ คุณ” แต่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว เธอตอบกลับผมด้วยเสียง เพี๊ยะ ดังสนั่น ไม่นึกเลย สัมผัสแรกของผมและเธอเธอตบหน้าผมฉาดใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นช้าทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะพูดกับผมแบบคนไม่มีวิญาณ “เขามาในบ้านฉันได้ไง ” เธอเสยผมขึ้นความใสสว่างวาบขึ้นในทันที “เอ่อ ผมขอโทษ ผมเป็นเพื่อนบ้านคุณ เอ่อ คือเห็น..” เธอทำให้การสื่อสารของผมบกพร่องกระทันหัน จนถูกเธอตัดบททันที “ม่ายต้อง ฉันรู้แล้ว ออกไปได้แล้ว อยู่บ้านตรงข้ามใช่มั้ย ฝันดีนะ” “ฝันดี ตั้งแต่หกโมงนี่นะ”ผมพึมพำเบาๆ “อะไรนะ !!” เธอโวยวายเสียงดัง ก่อนจะทิ้งตัวนอนต่อ “อะ อ้าว” ผมยังมองดูเธอ ก่อนจะหันหลังกับ ผมแน่ใจว่าเธอคงหลับแล้ว “ผมพงษ์นะ..” ผมพูดลอยออกมา ในสิ่งที่อยากพูด แต่ไม่ได้พูด “ฉันปราย...โอเค๊ ไปนอนได้ยัง” เสียงหวูดรถไฟไล่หลังจากทางสะพานพระรามหกในเวลาที่แสงอาทิตย์รี่ลง ขณะที่เดินกลับเข้าไปในบ้าน วันที่เลวร้ายของผมจบลงในช่วงเวลาที่ฝนซา และฟ้าเปิดขึ้น คืนก่อนไม่ได้นอนเพราะเสียงจากเพื่อนบ้าน เช้ารุ่งขึ้นฝนตกรถติด ไปสาย โดนเจ้านายเตือน และคาดโทษ และตอนนี้แสงสว่างจากฟ้าส่องมาถึง เมฆหมอกจางไป สาวสกา ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับความสดใส และผมเชื่อว่าเรื่องร้ายกำลังจางไปแล้ว ความอิ่มอกอิ่มใจทำให้ผมไม่คิดจะกินอาหารเย็น หรือหุ่งหาอะไร ที่ห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่ง ผมนอนบนโซฟากดเปลี่ยนช่องทีวีวนไปวนมาโดยที่ผมไม่ได้สนใจเสียงและภาพใด ในทีวีที่อยู่ข้างหน้าสมองถูกสั่งให้ไม่รับภาพใด แต่กัลบวนเวียนเพียงภาพหญิงสาวเพื่อนบ้าน ภาพหญิงสาวแต่ตัวเซอร์ กางเกงรัดรูปเสื้อยืดดำสกรีนลายภาพบอบ มาเร่ย์ กำลังร่วมอยู่ในวงดนตรี ผมไม่รู้เธอกำลังเล่นเครื่องดนตรีอะไร เธอกำลังเต้น และร้องเพลง ไม่รู้มันคือเพลงอะไร แต่มันเพราะ..และหอมซะมัด ใกล้ๆ กัน ดังกับเราได้อยู่ในฝัน เมื่อตัวฉันได้มาอยู่ใกล้เธอ หอมตัวเธอ ทำเอาเราต้องมาพร่ำเพ้อ ดันไปเผลอหายใจอยู่ข้างเธอ ลมเอย.. อย่าพัดเลยตอนนี้ กลัวจะจางหายไป กำลังเพลิน กับการได้หายใจ สูดกลิ่นกาย ของเธอในยามใกล้กัน “คุณ ๆๆๆๆ” ภาพของเธอแทรกมาระหว่างเพลง กลิ่นของเธอ มันชัดเจนในจินตนาการเหลือเกิน “เฮ้ย ไอ้บ้า มองหน้ากันอยู่ได้” กว่าผมจะได้สติว่า ตัวเองได้เผลอหลับไป และหญิงสกาก็บุกรุกมาประชิดหน้าผมคืน ผมสะบัดหน้าสองมาทีมองที่ทีวีที่มีเพียงรายการลูกทุ่ง ก่อนจะสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง และขยับให้เพื่อนบ้านแสนสวยนั่งข้างๆ “ขอโทษ...ครับที่ผมมาเผลอหลับในบ้านของคุณ” ผมทำทีลุกออกจากบ้านแก้เขิน ทำให้เธอหัวเราะร่วนจนหน้าแดง “นี่คุณ นี่มันบ้านคุณ ฉันสิต้องไป” เธอทำทีลุกบ้าง แต่เธอเดินตรงไปที่บันไดก้าวขึ้นชั้นสอง “ไม่ใช่ทางนั้น !!” ผมรับมุขเธอบ้าง เธอยิ้มหวาน เสยสวยก่อนจะมานั่งข้างผม “เอ่อนี่คุณจะไม่ตกใจหน่อยเหรอว่า ฉันเข้ามาได้ไง” “เออ นี่คุณมาไง !!” ผมลืมไปเลยว่า เราสองคนแทบจะไม่รู้จักกัน และนี่ก็บ้านผม “มาไงเนี่ยคุณ” “ก็เดินเข้ามาไง ประตูรั้วเปิด ประตูบ้านอ้า และคุณก็นอนอ้าปาก ฉันก็เดินเข้ามา” เธออธิบายใหญ่ “หรือว่าคุณจะมาทำอะไรผม” ผมกอดอก ทำท่าเป็นหญิงสาวรักนวลสงวนตัว “ฉันแค่จะเอาของมาฝาก เห็นว่าเป็นเพื่อนบ้าน และก็เห็นว่ามีน้ำใจนึกว่าฉันป่วย ดูแลฉันตอนเมื่อเย็น” เธอเดนไปที่ตู้เย็น “ นี่ทุเรียนเมืองจันท์” เธอยื่นจานทุเรียน “ทุเรียน!!!” “ปลอกแล้วด้วย...นี่ คุณพงษ์ อย่าบอกนะว่า ผู้ชายอย่างคุณจะกลัวทุเรียนเป็นแต๋วได้” เธอพูดทำทีปรามาส แต่ที่สำคัญเธอจำชื่อผมได้ซะด้วย “ปะ...ปล่าวนี่ ชอบดิ” ผมหยิบทุเรียนจากเธอ มาวางในชั้นใต้โต๊ะรับแขก ก่อนที่ผมจะเป็นลมเสียก่อนด้วยเพราะความจริง ผมเกลียดกลิ่นทุเรียนเข้าไส้ และรู้เลยด้วยซ้ำว่ามีรสอย่างไร “ขอบคุณนะ คุณเป็นคุณเมืองจันท์เหรอ” ผมพยายามเรียบเปลี่ยนเรื่อง และให้สายตาเธอมาสนใจผม “คุณไม่กินอะไรก่อนเหรอ ฉันว่าคุณคงยังไม่กินข้าวเย็นใช่มั้ย” “เดี๋ยวหาอะไรกินที่ตลาดก่อนก็ได้ แล้วค่อยตบด้วยของหวาน” ผมรีบตะเกียดตะกายให้พ้นภัยทันที “ตอนตีสอง นี่นะ” เธอทำหน้าสงสัย “อะไรนะ ตีสอง !!” ผมหลับไปนานทีเดียว คงเป็นเพราะคืนก่อนที่ไม่ได้นอนเลย “ตอนคุณหลับ ฉันเห็นคุณละเมอ งึมงำ เหมือนจะร้องเพลง ของทีโบนด้วย ” “เพลงกลิ่น” “อ๋อ ทีโบน” จนใจจริงๆ ผมไม่รู้ว่าทีโบนคือใคร ชีวิตผมกับเพลงที่เธอฟัง เหมือนทุเรียนที่ผมไม่รู้ว่ามันอร่อยตรงไหน “คุณชอบเพลงแนวเดียวกับฉันเลย หอมกลิ่นเหลือเกิน... ” เธอดูมีความสุข...ในตอนตีสาม “อืม” ผมยิ้มแหย “ในฐานะเจอเพื่อนบ้านถูกใจ เราไปหาอะไรกินกันมั้ย กลับบ้านมาจะได้กินทุเรียนเป็นของหวานไง” เธอจูงมือผมออกจากบ้านด้วยสภาพสลึมสลือ กรรมของผม ชีวิตนี้รู้จักแต่เคนนี่ จี นี้ดันต้องดินเนอร์กับบอบ มาเร่ย์ (อ่านต่อฉบับหน้า) July 24 โลกแบน....ของฉันและเธอ ตอนที่ 2 มาแย้วววรบกวนด้วยครับ ตอนใหม่มาแล้ว ช่วยเม้นกันหน่อย หวังว่าจะมีความสุขบ้างไม่มากก็มากนะครับ แบงค์... ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ โลกแบน....ของฉันและเธอ ตอนที่ 2 ใครเคยรู้สึกเหมือนฉันบ้าง...ฉันกำลังรู้สึกเหมือน....เครื่องซักผ้า ปั่นม้าพยศอยู่ เหมือนกับว่า หัวใจของฉันในตอนนี้ เป็นเครื่องซักที่อยู่ในขั้นตอนปั่นแห้ง มีม้าพยศหนุ่มกลัดมันกำลังเมายาบ้า และถูกขังไว้ข้างใน ทุกอย่างสั่นสะเทือน และพยศ ไม่ยอมเชื่อฟังคำปรามของฉันเลย “ฉันเจอคุณแล้ว...” ฉันเผลอปล่อยให้ใจพร่ำประโยคนี้ออกมา เมื่อพบว่าเสียงเพลงที่พยายามหานั้น มาจากชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกันในขบวนรถอันแออัดนี้ และร่วมทางกันมาตลอด มันใกล้จนเกินไป และความตื่นเต้นขั้นสูงสุด ทำให้ฉันไม่กล้าที่จะหันไปมองว่าหน้าผู้ชายที่ฟังเพลงรักละเอียดอ่อนนั้นเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร รถไฟฟ้าวิ่งผ่านไปผ่านสู่อีกหนึ่งสถานนี พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า เมื่อไหร่ที่ชายหนุ่มนิรนามคนนี้ก้าวลงจากขบวนรถ ทุกสิ่งจะวนเวียนกลับไปสุ่จุดเดิม ชีวิตที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี แต่ก็ไร้ซึ่งความหมายในบทเพลงเช่นทุกๆ วัน ฉันยกกระเป๋าสะพายขึ้น แล้วก้มหน้าก้มตาทำทีเหมือนพยายามหาบางอย่าง เพื่อหาจังหวะนึกหาวิธีที่จะบอกชายหนุ่มคนนั้นว่า ฉันรักเพลงเพลงเดียวกันกับเขา “คุณค่ะ ” ฉันตัดสินใจสะกิดหันไปหาพร้อมกับทักทายด้วยอารมณ์ที่ไม่เป็นมิตร ด้วยความตื่นเต้น ละล่ำละลักพูกและแสดงออก “ฉะ...ฉันว่าเพลงคุณมันดังเกินไปนะ” ชายหนุ่มอยู่ในชุดลูกครึ่งชุดทำงานและลำลอง เสื้อเชิ้ตลายดอกและกางเกงยีนสีซีด สะพายกระเป๋าใส่โน๊ตบุค หันมามองด้วยสีหน้างง ก่อนจะหันกลับไปราวกับไม่รู้สึกตัวกับเสียงฉันเลยสักนิด ไม่ต้องสงสัยเลย...ฉันเสียฟอร์มขั้นสูงสุด หน้าแตกหมอไม่รับปฐมพยาบาล “ คุณ!!!!!” คราวนี้ฉันยอมแลกชิ้นส่วนหน้าที่เหลืออยู่หลังจากแตกไปแล้ว พูดเสียงขุ่น ทำให้ชายหนุ่มเซอร์คนนั้นยอมถอดหูฟังออกมา “เอ่อ ขอโทษครับเปิดเสียงดังไปนิด เลยไม่ได้ยิน คุณพูดอะไรนะ” เขายิ้มเจือนให้ฉัน ทำท่าทีสำนึกผิด แต่นั่นทำให้ฉันทำให้คนขี้อายอย่างชั้นยิ่งตัวไม่ถูก และลืมว่าต้องทำอะไรต่อ “เอ่อ เอ่อ เอ่อ ....” สมองปิดทำการ ความสามารถในการสื่อสารบกพร่องอย่างกระทันหัน “มีอะไรหรือเปล่าครับคือ ผมกำลังจะลง” รถไฟฟ้ากำลังเข้าสู่สถานีสุดท้ายในย่านบางรัก มันทำให้ชัดกลับมามีสติอีกครั้ง “คือ... ฉันจะบอกคุณว่า คุณเปิดเพลงดังไปน่ะ” ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย ทันที่บทพูดบทนี้ออกไปทำให้เขาหัวเราะชุดใหญ่ เอิ้กอ้าก น้ำตาไหล ทำเอาฉันงง “แล้ว...” เขาหยุดหัวเราะถามฉัน ก่อนจะมองหน้า “หัวเราะอะไรไม่ทราบค่ะ ” การหัวเราะเยาะของเขา ทำให้ฉันเริ่มจะไม่ประทับใจกับรสนิยมที่ฉันคิดว่าตรงกันเสียแล้ว “คือ...” ทั้งที่ฉันแสดงออกทำน้ำเสียง และสีหน้าเขายังมีหน้าหัวเราะต่ออีก ต่อให้เป็นแค่สองคนที่ฟังเพลงเดียวกันฉันก็คงปล่อยให้เป็นแค่เรื่องบังเอิญ มากกว่าพรหมลิขิต ฉันขยับกระเป๋า เก็บเครื่องเล่นเอพีสาม และซองใส่ซีดีที่ถือไว้ในมือ เตรียมจะลงแล้วแยกจากกันเสียที ผู้ชายนิสัยเสีย “เดี๋ยวๆ ขอโทษครับ ขอโทษที่เสียมารยาท คุณชื่ออะไรครับ ” เขาคลายเนกไท พยายามหยุดหัวเราะ ถามด้วยคำพูดปนหัวเราะ “คุณจะรู้ทำไม คุณเอาแต่หัวเราะฉัน แล้วนี้ยังจะเอาชื่อฉันไปหัวเราะสะอีก ” ฉันขยับตัวเพื่อเตรียมตัวเดินไปที่ประตู “ขอโทษครับ ผม เพชร ครับ คุณชื่ออะไร ขอบคุณนะที่เลือกผม ” เขาพูดแปลกๆ จนทำให้ฉันเริ่มสงสัยว่า ผู้ชายที่ดูภายนอกท่าทางน่าสนใจ ท่าทางจะบ้าเสียมากว่า “ฉันจะลงแล้ว ขอโทษที่รบกวนนะค่ะ” รถไฟฟ้าเข้าสู่ สถานนี ฉันเตรียมตัวออกจากขบวนโดยเดินมารวมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ประตู “เดี๋ยวคุณ ผมไม่ได้ตั้งใจหัวเราะห์เยาะคุณ คือ...เอ่อ” ฉันจบการพบเจอของพรลิขิตครั้งเดียวของฉัน โดยการรีบเดินออก และหายตัวไปกับฝูงชน “คุณครับ!!!” เค้าพยายามเบียดเสียดผู้คน และตะโกนไล่หลังมา ผู้โดยสารต่างๆ รีบเร่งไปตามทาง ออกของตัวเอง บ้างลงทางออกที่ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยา บ้างเดินฝากถนนใหญ่ สำหรับฉันในทุกๆ วันขึ้นเรือข้ามฝากไปฝั่งตรงข้ามแม่น้ำในฝั่งธนฯ แต่ผู้ชายคนนั้นทำให้ฉันเลือกที่จะเดินสงบสติอารมณ์โดยการเดินข้ามสะพานตากตากสิน การอยู่บนสะพาน แล้วมองลงไปในแม่น้ำในยามอาทิตย์รี่แสง แม่น้ำเจ้าพระยาทอดยาว กลายสายน้ำสีแสดระยิบระยับ ทำให้อารมณ์ของฉันค่อยๆ เย็นลงและเลือกจะหยิบเครื่องเล่นเอ็มพีสามขึ้นมาฟัง แต่ไม่ทันที่ฉันจะเปิดเพลงโปรด “คุณ... คือผู้หญิงใส่แว่น คนสวยคนนั้น คนที่ พี่เจ้าร้านซีดีบอกว่าชอบเพลงเดียวกันกับผม ” เสียงชายหนุ่มคนนั้น “คุณตามฉันมาทำไม” ฉันพูดขึ้นทันทีที่เห็นชายหนุ่มคนนั้น คนที่ฉันพยายามเดินหนีมา เขาหยุดข้างๆ ฉันด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ สำหรับฉัน ไม่ว่าเขาต้องการเป็นมิตรหรือไม่ ทุกอย่างดูน่าหวาดระแวง และไม่น่าปลอดภัย ฉันก้าวเท้าถอยหลังออกมา แต่เขากลับเดินเข้ามาพร้อมกับเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าโน๊ตบุค “อย่าเข้ามา เข้ามาฉันจะตะโกนให้คนช่วยนะ” เขาไม่มีท่าทีจะหยุด ยังพยายามควานหาบางสิ่ง และมองมาด้วยยิ้มแปลกๆ “ช่วยด้วย!!!!! ” ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ แล้ว ฉันหลับตา เอามือกุมหน้า และฉันกรีดร้องอย่างสุดเสียง “ คุณ คุณ !! ผมไม่ได้จะทำอะไรคุณ คุณ คุณ พอแล้ว คือ ผมแค่จะให้คุณดูไอ้นี่” ฉันยังไม่หยุดร้อง แต่ก็ค่อยๆ แอบเปืดตามอง นายคนนั้น ยืนทำยกมือสองข้างขึ้นทำท่ายอมแพ้ มือข้างหนึ่งถือ อะไรบางอย่างที่ดูคล้ายซองซีดี “ซองซีดีสีฟ้า....รูปโลก...นั่นมันซองซีดีของฉันนี่ ….ขโมยยยยยยย” ร้ายกาจจริงๆ เอาเวลาตอนไหนล้วงกระเป๋าของฉัน “เอามาคืนเดียวนี้” ฉันขยับแว่นตา ก่อนจะเดินตรงไปกระชากคอเสื้อ แล้วดึงสายเนกไทให้รัดคอชายหนุ่มผู้ต้องสงสัย แล้วหยิบซองซีดีมา “คุ......หยุ..” ชายหนุ่มกระเสือก กระสนและดิ้นหลุด ยืนไอแค่กๆ ก่อนจะพยายามพูดว่าฉันเข้าใจผิด “นั่นมันของผม” เขาพูดเสียงตีบ “นี่มันของฉัน มันจะเป็นของคุณได้ไง” ฉันเสียงเริ่มสั่นด้วยความโมโห ขยับแว่นอีกครั้งก่อนยกซองซีดีขึ้น “ซีดีนี่ ดูให้ชัดๆ ซีดีเพลงเพลงนี้ มีสามแผ่น อยู่กับร้านหนึ่งแผ่น อยู่กับเจ้าของเพลงหนึ่งแผ่น และอยู่กับฉันอีกแผ่น....คุณมันหัวขโมย” “คือ...” เขาถอดเนกไทออก และพยายามจะอธิบาย “อยู่ที่คนขายหนึ่งแผ่น อยู่ที่ฉันหนึ่งแผ่น และอยู่กับเจ้าของซีดีอีกแผ่น เข้าใจมั้ย” การต่อสู้บนสะพานตากสินของสาวสวยอย่างฉันกำลังสิ้นสุดลง การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงที่อ่อนแอกว่าได้สำเร็จแล้ว ฉันยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เปิดกระเป๋าสะพายเพื่อเก็บซีดี แต่มันกลับทำให้ฉันพบกับบางสิ่งที่ทำให้ฉันอย่างโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาเสียเดี๋ยวนี้ และดำลงไปซ่อนใต้แพผักตบชวา เพราะซีดีที่รักของฉันยังคงอยู่ในกระเป๋าอย่างสงบเรียบร้อย ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหนเลย “แผ่นนี้ของผมจริงๆ... ก็ผมเป็นคนที่แต่งและร้อง เพลงโลกแบนของฉัน ” (โปรดติดตามตอนต่อไป)
July 11 SKA At First Sight รักแรกเพลงสกา ตอน 1 ขอบคุณมากๆ ที่อ่านกัน และอยากให้มีตอนต่อไป พอดัตอนต่อไปมันอยู่ในนิตยสารเล่มหน้า เราเลยขออนุญาติให้เวลามันผ่านไปสักนิดก่อนจึงจะนำมาลง เพื่อความเหมาะสม เอาเป็นว่ารออีกนิดสำหรับ เรื่อง โลกแบนฯทั้งหมด 3 ตอน เอาเรื่องใหม่ไปอ่านเล่นก่อน มี 3 ตอนเช่นกัน สนุกไม่สนุกไงก็เม้นมานะจ๊ะ เพื่อสร้างความฝัน(ของผม)ร่วมกัน 555+ และถ้าชอบช่วยบอกต่อก็ดีนะจะได้มีแรงฮึดเยอะๆ
ยิ่งช่วงนี้ทำงานด้วยเรียนไปด้วย จินตนาการเหือดหายไปไม่น้อยเลยกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ถ้าได้พวกคุณอ่านและตำนิติชม คงสู้ได้อีกหลายยก
ขอบคุณครับ เรื่องนี้ เป็นอีกแนวที่คล้ายๆ กับเรื่องก่อนแต่รับรองว่าอ่านแล้วจะรู้ว่าคนละฟิว หรือเปรียบได้กับเพลงคนละแนว แมวคนละพันธุ์เด้อ เรื่องที่แล้วแมวเปร์เซียร์ เซื่องๆ ซึมๆ เรื่องนี้แมวบ้าน บ้าๆ แต่น่ารัก
ขอบคุณครับ ขอสาธุชนจงเปี่ยมสูข
หัวใจห้องล่างซ้าย (แบงค์เองนะ)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
SKA At First Sight รักแรกเพลงสกา “หนวกหูโว้ย !!!” โอ๊ย...ใครก็ได้ช่วยแจ้งตำรวจให้ผมทีเถิด ไอ้บ้านหลังนี้มันแผลงฤทธิ์อีกแล้ว ไม่เข้าใจว่าบ้านนี้มันจะเกิดอะไรกันได้ทุกวี่ทุกวัน ถึงช่วงร้องเพลงวันเกิด มันก็กลายเป็นเพลงวันเกิดแบบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ นี่ยังไม่นับรวมกับเพลงที่ฟังแล้วไม่อาจมีความสุนทรียะทั้งทำนอง เนื้อหา และยังประสานเสียงกันอีก โอ๊ย จะบ้าตาย เสียสมอง… ค่อนคืนแล้วที่ผมต่อสู้อย่างเงียบ ๆ กับเสียงอึกทึกตามลำพังของบ้านหลังตรงข้าม และก็เกือบ ค่อนเดือนแล้วที่เด็กพวกนี้มีปาร์ตี้ติดกันหลายวัน ตัวผมซุกตัวหลบที่ข้างกะละมังซักผ้า เครื่องซักผ้า และบรรดากระถางต้นไม้ ดอกกล้วยไม้ที่แขวนเป็นระย้าตรงระเบียงหน้าบ้าน หลังตะโกนต่อว่าบ้านหลังตรงข้ามที่มี ปาร์ตี้รายวัน จึงเลือกบ่นด้วยเสียงที่เบากว่าเพื่อ ความปลอดภัยและอธิปไตยของตัวเอง เมื่อมองจากตรงนี้ไปที่บ้านคู่กรณี ผมสามารถเห็นรัศมีความทมิฬของนักศึกษาชายกลุ่มใหญ่ กินเหล้า เปิดเพลง แหกปากตะโกนเพลง ทุกคนล้วนถอดเสื้อ เหงื่อเยิ้มสะท้อนแสงไฟจากหลอดไม่ประหยัดไฟสีส้ม ทำให้นึกถึงคนงานในหนังเรื่อง มหา’ลัยเหมืองแร่ แค่นี้คงพอเพียงที่ผมจะเลือกไม่ยุ่งแล้ว มันเป็นความซวยของผมแท้ ๆ ที่ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากเพื่อนที่บอกคุณสมบัติว่า สภาพบ้านมีความใหม่ยังไม่สะเด็ด บรรยากาศดีห่างแม่น้ำเพียง 5 นาที ความสงบสูง การเดินทางสะดวกพร้อมยังคุยโว อีกว่าไม่เกิน 10 ปี รถไฟฟ้าจะผ่านหน้าบ้าน ที่สำคัญใกล้ที่ทำงานมาก ทุกอย่างดีหมดเว้นความสงบที่ผมยังหาไม่เจอจากความเป็นจริง ผมหมดสิทธิ์ที่จะแจ้งย้ายแล้วรอเอาเงินมัดจำคืนได้เหมือนหอพัก ฉะนั้น จึงหมดสิทธิ์ในการย้ายด่วนในเร็ววัน “ฮึ...ฮึ...ฮึ...ฮึ...ฮึ เวลคัมทู ตำ...บล” ชายในเหมืองแร่คนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยสำเนียงแปร่งหลังเสียง “ฮึ” ก่อนเพื่อนจะโห่ฮารับมุก “สะเหร่อว่ะ เพลงบ้าอะไร อย่างคนไล่กะไล่ควาย” ผมหลุดปากออกไปหลังจากความอดทน หมดลง แต่ก็เอาน่าขอสักทีเถอะทนมานานแล้ว ตอนนี้ จะได้ไปนอนสักที การตัดสินใจด้วยอารมณ์ครั้งที่ 2 นำพาสถานการณ์บ้านตรงข้ามอย่างผมเข้าสู่วิกฤต ขณะที่บ้านอื่น ๆ ในแถบเดียวกันต่างไม่กล้ามายุ่งกับเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ แต่บ้านผมใส่ไป 2 ดอกเต็ม ๆ ที่ตะโกนด่า แต่เหมือนว่ามีคำใดคำหนึ่งในประโยคนั้นมันสะกิดต่อมอาชญากรของพวกมัน เสียงโวยวายด้วยสำเนียงท้องถิ่น เริ่มขว้างปาขวดเหล้า ขวดโซดา พร้อมพูดท้าทายให้ผมลงมาดวลกันตรง ๆ ผมมุดตัวเข้าไปอยู่ในผ้าห่มบนเตียง พยายามหลอกตัวเองว่าไม่รู้ไม่ชี้ เราเพิ่งตื่น แต่เสียงโจทย์ของผมยังดังเสมือนอยู่ข้างเตียงนอน มีเสียงของโลหะบางอย่าง ซึ่งผมไม่อาจคิดเป็นอย่างอื่นได้นอกจากจำพวกมีด ดาบ กระบี่ แสงไฟฉายกระบอกใหญ่ถูกส่องมาจากบ้านตรงข้ามสะท้อนกับกระจก ทำให้บรรยากาศในบ้านเหมือนถูกล้อมจับเต็มที ลำแสงสีขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นแสงสีแดง พร้อมกะพริบหมุนจากแสงน้อยจนเหมือนหยุดตรงบ้านของผม จากนั้นเสียงโวยวายก็ดังขึ้นเป็นภาษาท้องถิ่นที่ผมฟังไม่ออก เสียงนั้นห่างออกไปเรื่อย ๆ เหมือนแตกฮือออกไปและเงียบไปครู่ใหญ่ แต่แสงไฟกะพริบนั้นก็ยังอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ผมตัดสินใจลุกขึ้นดูที่ระเบียงจึงได้รู้ว่า แสงประหลาดนั้นคือแสงไซเรนบนรถตำรวจ นักดนตรีวงดนตรีฮึเฉพาะกิจ 2-3คน ถูกลำเลียงขึ้นบนกระบะท้ายรถ ก่อนตำรวจจะออกรถไปพร้อมความอึกทึกของเพลงประหลาดพวกนั้น ความสงบก็ได้กลับมาหมู่มวลเราชาวซอย และผมก็ผล็อยหลับไปในเวลาตี 3 พร้อมกับเพลงแห่งสายฝนอันยาวนาน และตื่นมาในเวลา...10 นาฬิกา !!! ขณะที่เพลงสายฝนยังไม่มีแผ่ว ความผิดพลาดอันดับที่ 2 นอกจากซื้อบ้านผิดแล้วมีพวกวัยรุ่นกวนจนนอนไม่ได้ วันรุ่งขึ้นผมไปทำงานสาย และสายในวันที่ผิดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต วันนี้นายใหญ่มาออฟฟิศและประชุมโดยไม่มีในกำหนดการด้วยวัตถุประสงค์ที่มาเพื่อขอบคุณ และประเมินหัวหน้าผมที่มีผลงานดีเยี่ยม ผมกระหืดกระหอบเข้าห้องประชุมในสภาพเหมือนลูกวัวตกน้ำ “ขอโทษจริง ๆ ครับหัวหน้า มันเกิดอุบัติเหตุ นิดหน่อย อีกอย่างผมไม่ทราบด้วยว่าวันนี้มีประชุม” ผมทำหน้าสลด ก้มหน้าก้มตาไปนั่งในที่วาง “ผมว่าเราควรพิจารณาถึงผลงานที่ต่ำกันบ้างนะ หลังจากประเมินพนักงานยอดเยี่ยม” นายใหญ่ที่ หัวโต๊ะเอ่ยขึ้นก่อนเสียงเครื่องปรับอากาศเหมือนจะดังขึ้นอย่างกะทันหัน และถูกนำตัวสู่ตะแลงแกง ถูกตำหนิอย่างหนัก พร้อมคาดโทษเตือนถึงเรื่องการมาทำงานสาย และทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ผมได้รับโอกาสอีก 2 เดือนให้เปลี่ยนแปลงตัวเองหรือไม่ก็เปลี่ยนที่ทำงานไปได้เลย สิ่งที่นึกได้อย่างเดียวในตอนนี้คือการชกหน้าใครสักคนที่อยู่ในบ้านพวกเด็กวัยรุ่นนั่น หลังเลิกงานผมรีบเร่งลุยฝนกลับบ้านเพื่อไม่ให้พลังโทสะลดลง และเพื่อไปบ้านหลังนั้นที่อยู่ตรงข้าม ทันทีที่เข้าในซอยบ้าน จังหวะดนตรีคุ้นหูเริ่มดังปลิวมาตามลมแทรกผ่านเสียงฝน จนผมแน่ใจว่าผมต้องได้ชกใครสักคนที่ ทำให้ผมไปสายในวันนี้ เมื่อผมหยุดที่หน้าบ้านคู่กรณี ก็ต้องแปลกที่บ้านหลังเดิมซึ่งมีสภาพราวกับรับซื้อของเก่า เหมือนถูกสายฝน ซัดไปหมด ทั้งขวดเบียร์ ขวดเหล้า ขยะต่าง ๆ ถูกจัดเก็บจนเหมือนไม่เคยมีพวก ขี้เมามาอยู่ แต่เสียงเพลงในทำนองที่คล้ายคลึงยังคงอยู่และดังแว่วแผ่วออกมาจากในบ้าน แม้ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป แต่คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงผมได้ในตอนนี้ “คุณ....คุณ....ออกมาคุยกันหน่อย คุณรู้ไหมว่าทำให้ผมเดือดร้อน” ผมตะโกนประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาเกือบ 5 นาที และเริ่มจะหมดความพยายาม ผมหันหลังกลับเพื่อจะเดินเข้าไปในบ้าน ขณะที่ผมเลื่อนประตูรั้วเหล็ก เสียงเปิดประตูจากบ้านตรงก็นำเสียงเพลงจากในบ้านดังออกมา หญิงสาวผมยาวสลวยสีดำสนิทในชุดเสื้อเชิ้ต สีขาวตัวใหญ่ยาวถึงน่อง ยืนที่หน้าประตูด้วยใบหน้า สลึมสลือ ก่อนจะเสยผมยาวเกือบถึงเอวนั้นขึ้น ทำให้ ผมเห็นใบหน้าขาวราวไข่มุกของเธอ ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อน ทำให้ผมเหมือนถูกมนต์สะกดให้มองดูพร้อมกับฟังเพลงของเธอ “คงจะมีอะไรสักอย่างในโลกนี้ คงจะมีพลังอยู่ในนั้น โลกใบนี้เหมือนมีจิตใจ บันดาลให้ใครต่อใครเช่นเธอกับฉันมาเจอกันด้วยเหตุใดนั้น...คิดดู”
(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)
หมายเหตุ : เนื้อเพลง แรงดึงดูด ของ วงทีโบน June 25 โลกแบน....ของฉันและเธอ (ต้นฉบับ กะลังตีพิมม์)เอาต้นฉบับมาให้อ่านครับ ลองอ่านดู เม้นต์โตยเน้อ เปนกะลังใจ
โลกแบน....ของฉันและเธอ
โลกกลม.... โลกกลม.... โลกกลม.... แล้วทำไมเราถึงไม่เจอกันอีกซักทีล่ะ ฉันรู้ว่ามันยากนะที่จะกำหนดโชคชะตา หรือคาดเดาว่าวันนี้มันจะเป็นอย่างที่หวัง เฮ้อ....ฉันเริ่มอยากถอดใจจริงๆ เสียที ก็แค่อยากให้โลกกลมอีกสักทีจะได้มั้ย ปิ๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!! เสียงสัญญาณเตือนประตูรถไฟฟ้าส่งเสียงดังสนั่นลั่นสถานี บอกฉันให้รู้ว่าเวลาสำหรับความหวังในวันนี้ได้สิ้นสุดลง ฉันยอมแพ้ และก้าวเท้าเข้าสู่รถไฟฟ้า ก่อนจะหยิบเครื่องเล่นเอ็มพีสามกดหาอัลบัมเพลงรักที่ชอบแล้วปล่อยจินตนาการให้ล่องลอยไปกับเพลงรักกลิ่นละมุน หลายสัปดาห์แล้วที่ฉันวนเวียนกับการนึกถึงเรื่องราวของโลกที่กลมเกลี้ยงเป็นลูกมะนาวนี้ ว่าหากคนที่เป็นพรหมลิขิตเราอยู่ที่ด้านหนึ่งของลูกมะนาวสีเขียว สักวันหนึ่งเขาจะต้องเดินทางผ่านมาในจุดที่เรายืนอยู่ หรือหากโชคไม่เข้าข้าง วันหนึ่งเราเองก็ต้องเดินผ่านไปที่ตำแหน่งของเขาคนนั้น แต่ทว่า ในขณะที่พื้นแผ่นดินของโลกกลมๆ นี้เป็นอาณาเขตที่กว้างขว้างรอให้เราหากันเจอ ความกว้างใหญ่ไพศาลของโลก อาจไม่ใช่เพียงปัญหาเดียว ในเมื่อโลกของเรามิได้อยู่สงบนิ่ง โลกใบกลมยังคงหมุ่นอยู่ นั่นหมายความว่า หากฉันยิ่งตามหา เขาก็ตามหาฉันก็มีโอกาสพลัดหลง เหมือนเด็กที่เล่นตำรวจจับโจนรอบโคนต้นไม้ใหญ่ ต่างคนก็ต่างวิ่งวน ไม่อาจหากันเจอ แต่หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดนิ่งอยู่กับที่ อีกฝ่ายก็จะวิ่งมาเจอในที่สุด ฉันหยุด....แล้ว ฉันเลิกที่จะฝันว่า ฉันจะเจอใครบางคนขณะที่อยู่บนบันไดเลื่อน แล้วเข้ามาทักฉันเรื่องหนังสือเล่มโปรดที่ฉันถืออยู่ ใครสักคนที่เขามารับคนแปลกหน้าอย่างฉันในวันที่ฝนตกที่ทางลงจากสถานีรถไฟฟ้า หรือใครบางคนที่จับมือกับฉันโดยบังเอิญที่ราวจับในรถไฟฟ้า วันนี้รถไฟฟ้าแน่นเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเพราะปริมาณคนที่มากจนเกินปรกติหรือเปล่าที่ทำให้อะไรๆ ก็ดูบกพร่องขาดๆ เกินไปเสียหมด จอมอนิเตอร์ที่มีไว้สนองเอเจนซี่โฆษณาในทุกโบกี้หลับสนิท อากาศในรถก็เหลือน้อยผิดปกติ ที่เคยเย็นฉ่ำก็กลายเป็นอากาศที่กึ่งเย็นกึ่งร้อนคลุมเครือในความรู้สึก คนในรถที่แออัดกันอยู่นั้นต่างแอบซ่อนอยู่ในโลกส่วนตัวภายใต้ห้วงของความเงียบ รวมทั้งฉัน...ฉันเลือกจะเอาหูฟังสวมใส่เพื่อปล่อยให้ดนตรีทำงาน “ฉันเชื่อว่าโลกแบน แม้ใครดูแคลนว่างมงาย ไม่เป็นไรหรอก หากความรักฉันได้กำเนิด เกิดและคงอยู่บน โลกแบนก็ดีแสน ที่ฉันจะยืนอยู่กับเธออยู่ตรงนี้โดยไม่ต้องกังวล โลกกลมมีกลางคืนกลางวัน มีปี เดือน วัน แต่โลกแบนของฉันมีเพียงปัจจุบัน ของเราเท่านั้นพอ..” ไม่ทันที่ฉันจะกดปุ่มเพื่อให้เพลง โปรดของฉัน เพลงก็ดังแว่วจากที่ไหนซักแห่งเหมือนกับว่า ใครซักคนที่ฟังเพลงนี้หูตึงมากๆ จนเวลาเปิดก็จะต้องเปิดระดับความเสียงที่ดังสูงสุด เนื้อเพลง และทำนอง ดนตรี เพลงโลกของฉันแบน “ใช้เลยนี่มันเพลงนี้นี่” ฉันอุทานขึ้นในใจ มันคือเพลงที่ฉันกำลังจะกด เล่น.... ฉันแปลกใจและตื่นเต้นมากที่มีคนที่ฟังเพลงเดียวกับฉัน ฉันพยายามสอดส่ายสายตายในความยัดเยียด ผ่านผู้คนในรถไฟฟ้า เพื่อหาต้นตอของเสียง ที่ท้ายโบกิ้ฉันเห็นเพียงเสื้อทำงานสีดำ และเนคไทสีเทา และสิ่งที่ฉันอนุมานว่าน่าจะเป็นเขาคือ สายหูฟังสีขาวโดดเด่นตัดกับเสื้อสีดำของเขาคนนั้น แต่ฉันจะแน่จำยังไงในเมื่อ แทบถูกคนต่างสวมหูฟัง บ้างก็สวมเพื่อคุยโทรศัพท์ บางก็ฟังเพลง แต่ฉันเชื่อว่าเป็นเขา มันจะไม่แปลกอะไรเลย หากถ้าเพลงนี้เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากในช่วงเวลานี้ เป็นเพลงที่กระหน่ำประชาสัมพันธ์ โดยค่ายยักษ์ใหญ่ หรือเพลงนี้เป็นของศิลปินชื่อดัง แต่ทว่าเพลงๆ นี้ฉันซื้อมาจากร้านขายซีดีเพลงนอกกระแสก่อนจะโหลดลงในเครื่องเอ็มพีสาม อัลบัมนี้มันถูกวางขายในร้านที่ขายเพลงที่ทำเองขายเอง ฉันจำได้ดี เจ้าของร้านบอกว่า อัลบัมนี้คงทำมาสามแผ่น แผ่นหนึ่งขาย แผ่นหนึ่งฟังเอง และอีกแผ่นก็ให้พี่เปิดโปรโมต ฉันได้ฟังมันเพราะขอร้องให้เจ้าของร้านเปิดแผ่นโปรโมตให้ฟัง ฉันชอบมันในทันที ฉันชอบที่มันบอกว่าแม้คนในโลกมากมายจะบอกว่าโลกกลม ใครสำหรับใครคนหนึ่งกลับชอบที่จะเชื่อว่ามันแบน ฉันเองก็ชอบหากมันจะทำให้ฉันได้เจอใครคนนั้น และมันก็พิสูจน์ว่าเพลงนี้ไม่ได้มีเพียง สามแผ่น หรือว่าฉันจะเจอเขา เข้าให้แล้ว เสียงนั้นค่อยๆ ไกลออกไป ไกลออกไป เรื่อยๆ จนฉันไม่ได้ยินเสียงเพลงนั้นอีกแล้ว ปิ๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!! หมดเวลา อีกแล้วฉัน ชีวิตฉันก็คงดำเนินบนโลกกลมๆ ต่อไป ชายคนนั้นลงจากรถไฟฟ้าไปแล้ว ชายหนุ่มชุดสีดำประสาทหูบกพร่องคนก้าวในสถานีที่ผ่านมา พร้อมกับแสงแห่งความหวังที่โรยดับไปด้วย...โลกก็คงหมุ่นต่อ วนเวียนความเหงาเป็นวัฐจักร ต่อไปจบสิ้น
“จะหมุนทำไม จะเปลี่ยนทำไม ในเมื่อฉันอยากหยุดแล้ว ฉันพอแล้ว ฉันเหนื่อยแล้ว จะหยุดแล้ว จะไม่ไปไหน ไม่มองใคร จะอยู่บนโลกแบนๆ นี้กับเธอ...เท่านั้น” จู่ๆ เพลงก็ดังขึ้นอีกครั้ง....จากใครสักคนที่อยู่ในโบกี้เดียวกับฉัน (โปรดติดตามตอนต่อไป) June 18 -วันที่ฝนฟ้าคลุมเครือ--วันที่ฝนฟ้าคลุมเครือ- ฟ้าประหลาด อัตคัด ขัดเคืองฝน ฟ้าตลก บ้างสกปรก บ้างก็ใส ฟ้าแปลก หวานปะแล่ม ปานหัวใจ ฟ้าแดกใบ้ ครุมเครือ เจือไมเกรน June 11 ยุบหนอ – พองหนอ ยุบหนอ – ยึดหนอยุบหนอ – พองหนอ ยุบหนอ – ยึดหนอ
ยุบหนอ – พองหนอ หลักจากยุบ---- ใจเราก็พองหนอ ปิติยินดีที่ความเป็นจริงได้กระจ่างชัดเสียทีว่าอะไรคือสิ่งที่ผิดถูก ยุบหนอ – พองหนอ พองหนอได้ไม่นาน ใจก็ต้องยุบเมื่อ กลุ่มคนที่มีฉันทคติ(ลำเอียงเพราะความรัก)เต็มหัวใจ ก็ไม่อาจยอมรับการยุบ ตะโกนไม่รับผลการตัดสิน ข้างสนามทันทีกรรมการตัดสินไปแล้ว ยุบหนอ – พองหนอ ยุบหนอใจเรา ยุบทุกครั้งที่เห็นกระบวนการน่าสลดของคน ที่เรียกว่าขาย ศักดิ์ศรี เพียง 250 บาท สามชั่วโมง คนขายลูกชิ้นปากซอย คำนวนด้วยตรรกะ ขายทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย 250 เหนื่อยก็ไม่เหนื่อย ร้อนหน่อยๆ มีทั้งข้าวทั้งน้ำ ไม่เห็นอาจยุบแบบนามธรรม จินตนาการไปว่ามันน่าสลด แต่นี่เห็นกับตา พ่อค้าศักดิ์ศรีมาขอซื้อจากคนในปากซอย พร้อมบอกกติกา ยุบหนอ – ยึดหนอ ไม่นานนี้ คนขายศักดิ์ศรีได้รวมพลัง ปะทะกับคนจับโจร แล้วประกาศให้รู้ว่า พวกเขาจะไปทำตัวสงบๆ เราจะเป็นนักมวย(วัดด้วย) เราก็ได้แต่ยุบๆๆ แต่ไม่นานนี้เช่นกัน มีข่าวลือเสียงดังว่า หลังจากยุบ ในวันนี้จะมียึด ยุบแล้วยึด คงต้องลุ้นแล้วว่า งานนี้คนตามข่าวอย่างเราจะได้พองหรือได้ยุบ
*** ขออภัยหากตีความแล้วรู้สึกไม่ดี คนเราแตกต่างแต่อยู่กันได้ในสังคมนะ June 01 - มีเพียงดวงดารา กับจันทรา คิดถึงกันบ้างไหม เมื่อไรหนอที่เธอจะกลับมา ฉันขอโทษ-- มีเพียงดวงดารา กับจันทรา คิดถึงกันบ้างไหม เมื่อไรหนอที่เธอจะกลับมา ฉันขอโทษ-
มีเพียงความเดียวดาย กับใจเราดวงเดิมๆ May 29 อะไรคือศูนย์กลางของชีวิต..
ขออนุญาติปล่อยผีนำงานเขียนของตัวเองมาลงBlog ตัวเอง เพราะมีคำถามมากเหลือเกินว่าเราเขียน และคิดอะไร ก็ลองอ่านดูงานใหม่ ที่สด และรู้สึกดีกับมันมาก งานเขียนตัวเองไม่ค่อยมีใครได้อ่านนัก ด้วยเหตุผลกลใดมิทราบ ไม่รู้เพราะขายไม่ดี หรือแจกไม่มีคนเอา หวังว่าคุณจะอ่านอย่างบันเทิง และไม่เอาไปใช้ผิดที่ผิดทางเพราะมันติดลิขสิทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ....ขอให้มีความสุข ปล.อยากรวมเล่ม อยากมีหนังสือเล่มแรกจิง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อะไรคือศูนย์กลางของชีวิต
1 เราเรียนรู้อะไรบ้างจากธรรมชาติ.... มนุษย์แทบจะไม่รู้เลยเสียด้วยซ้ำไปว่าแท้จริง เผ่าพันธุ์มหัศจรรย์นี่เกิดมาได้อย่างไร แต่มนุษย์ก็ทำลายกันราวกับมีเผ่าพันธุ์มาจากคนละดวงดาว หรือคนละจักรวาล.... ผมเกิดมาในสังคมชนบทที่ แต่ละชีวิตในแต่วันคันเร่งชีวิตถูกควบคุมด้วยแสงอาทิตย์ ที่เริ่มฉายเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นวันใหม่ และปิดฉากดับแสงลงในตอนพลบค่ำเพื่อบอกว่าได้เวลาพักผ่อน การละเล่นในวัยเด็กจึงผูกพันกับธรรมชาติ ผมขลุกอยู่ ทุ่งนา ตอฟาง ลูกยางนา ปลาซิวในคลองสายเล็ก และการขุดปูตามคันนา ที่เป็นเสมือนเกมส์ออนไลน์เด็กกรุงสมัยนี้ที่เล่นเพลินจนลืมเวลา และพ่อกับแม่ต้องตามให้กลับไปกินข้าวเย็น เวลาผ่านมาแล้วเกือบ 25 ปีน่าแปลกที่ การเล่นสนุกในแบบเด็กยังน่าสนุก และวันเวลาในอดีตยังส่งกลิ่นหอมหวลอยู่ ชีวิตไม่ซับซ้อน จึงไม่วุ่นวาย ผมภูมิใจในชีวิตแบบนี้ เพื่อนสนิทของผมในตอนนั้น ไม่ใช่เพื่อนกลุ่มที่ชวนให้กระโดดเล่นน้ำคลอง ไม่ใช่กลุ่มนักล่ากิ้งก่า แต่เป็นคุณตาวัย 70 ปีที่สอนให้รู้จักการอยู่กับต้นไม้ เล่นสนุก และเรียนที่จะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ตามักเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง ในช่วงเวลาเย็นผมจะเดินเท้าจากบ้านของตาไปที่บึงขนาดใหญ่ของหมู่บ้าน บึงที่เป็นศูนย์รวมชีวิต หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นห้างสรรพสินค้าของธรรมชาติ บึ้งใหญ่ราวๆ 3 สนามฟุตบอล ที่กลางบึงมีเกาะกลางโดยมีป่า และสวนนกขนาดย่อมๆ ตั้งอยู่ ที่ขอบของบึงจะเป็นเขตที่ทางหมู่บ้านจัดสรรให้ชาวทำเกษตรกรรม บ้างขุดบ่อปลา บ้างก็ปลูกผักตั้งร้านให้ถั่วพู ถั่วฝักยาวเลื้อย แต่คุณตาของผมเลือกจะทำแปลงผัก 4-5 แปลงที่ปลูกอย่างง่ายๆ โดยอิงธรรมชาติที่เป็นอยู่ให้มากที่สุด ผมได้เรียนรู้การทำงานของคุณตามาตลอด ท่านเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงมันให้น้อยที่สุด โดยการใช้จอบขุด พรวน แล้วกลับดิน ปล่อยให้แดดจัดการฆ่าเชื้อโดยธรรมชาติ จากนั้นจึงเริ่มโปรยเมล็ดพันธุ์ หาบน้ำจากบึงมารด ใช้ทางมะพร้าวที่ร่วงจากต้นข้างแปลงมาตัดคลุมดิน ผมมีหน้าที่ช่วยท่านรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ในทุกๆเย็น ไม่นานนักผักของคุณตาก็เริ่มโตขึ้น ตาใช้ใบบัวจากบึงมาห่อผักจากแปลงกลับไปเป็นอาหารเย็น ผักสวนใหญ่จากแปลงของคุณตา จะให้คุณยายนำไปขายในเมือง แล้วก็นำเงินซื้อกับข้าว และอุปกรณ์ เมล็ดพันธุ์สำหรับแปลงผักของเรา ทุกสิ่งเป็นวัตรจักรเช่นนี้เรื่อยมา...
2 เราเรียนรู้อะไรบ้างจากจักรวาล มีนักเขียนท่านหนึ่ง เคยเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่า วงกลมขดของก้นหอย(Spiral) เป็นรูปทรงของจักรวาล โดยรูปทรงมหัศจรรย์นี้ พบได้จากธรรมชาติอย่างหลากหลาย นอกจากก้นหอย ยังพบได้จากการจัดเรียงบนใบไม้ และในดอกไม้บางชนิด ซึ่งรูปทรงนี้มีจุดเริ่มต้นจากจุดเดียวที่เป็นจุดเริ่มต้น จุดตรงกลางก่อนจะค่อยๆ วนเวียน กว้างออกมาเรื่อยๆ ค่อยซับซ้อน ค่อยๆ มีจำนวนเส้นมากขึ้น กลายเป็นวงกลมก้นหอยขนาดใหญ่ นั่นจึงหมายความว่า ขดยิ่งยุ่ง วงยิ่งใหญ่ มันก็จะยิ่งซับซ้อน และยิ่งวุ่นวายในทันที เมื่อผมได้เริ่มต้นชีวิตในสังคมเมืองหลังจากชีวิตในสังคมชนบทที่แสนสุขสงบ ไม่นานนักผมก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่ที่ของผม เราเคยเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมีธรรมชาติเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และคอยให้พลังงาน ให้ชีวิตเสมือนพระอาทิตย์ ในระบบสุริยจักรวาล แล้วสังคมเมืองล่ะ มีอะไรเป็นศูนย์กลางของจักรวาล อะไรที่ขับเคลื่อนคุณ อะไรที่ทำให้คุณสู้อยู่ทุกวันนี้ ผมว่าคุณคงตอบได้นะ ...อะไรคือศูนย์กลางจักรวาลของคุณ
3 เราเรียนรู้อะไรบ้างจากชีวิตที่ซับซ้อน คุณตาของผมเสียชีวิตลงอย่างสงบ หลังทำงานหนักตลอดชีวิต น่าแปลกที่ตลอดชีวิตคุณตาทำงานอย่างแข็งขัน สุขภาพแข็งแรงจนเด็กๆ ต้องอาย แต่พอถึงวันที่ต้องจากกลับสู่ธรรมชาติ คุณตาล้มป่วยหนักหมดเรี่ยวหมดแรง ราวกับคุณแอบซุกอาการป่วยไว้ไม่ให้ใครรู้มานานปี และตอนคุณตาแข็งแรงคุณตาความจำดีมาก คุณตาจกจำเหตุการณ์สำคัญของประเทศ และของชีวิตได้หมด อาจเพราะคุณตาชอบเขียนชอบจด และชอบเล่าเรื่อง แต่พอถึงเวลาต้องจากไป คุณตามีอาการอัลไซเมอร์อย่างกระทันหัน เหมือนมีคนแอบขโมยความทรงจำคุณตาไป หลังงานศพคุณตา หลายเดือนผมยุ่งอยู่กับการจัดการงานศพ ช่วยพ่อกับแม่ทำงาน รวมถึงบวชทดแทนคุณให้คุณตา วันหนึ่งผมกลับ ผมได้ค้นสมุดเก่าๆ ของคุณตา ภายในสมุด มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ รายชื่อนายกรัฐมนตรีในสมัยต่างๆ การเสี่ยงทายของพระโคในปีต่างๆ รวมถึง คำสอนของคุณตาที่ฝากไว้ให้หลานๆ คุณตาเขียนในหลายๆ เรื่อง โดยผมสรุปได้ทันทีว่า คุณตาไม่อยากให้ทิ้ง วิถีของธรรมชาติ ไม่ให้ลืมตัวว่ามาจากดิน ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน ซึ่งผมว่าผมคงหมายถึง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของจักรวาล จงให้ธรรมชาติเป็นศูนย์ แล้วธรรมชาติจะหล่อลหลอมแต่สิ่งดีงาม วันนี้ผมเป็นวันสุดท้ายก่อนจะกลับเขากรุงเทพ ผมเลือกจะไปเยี่ยมบึงใหญ่ ที่เป็นสวนสนุกของผมในอดีต บึ้งใหญ่ถูกปรับให้แข็งแรง มีโครงสร้างเป็นปูน พร้อมด้วยท่อส่งน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์แหล่งที่ผลิตน้ำปะปาของหมู่บ้าน บริเวณขอบบึ้งถูกปรับให้เป็นสวนสาธารณะ มีสวนหย่อม มีทางวิ่ง เกาะกลางบึงถูกขุดทิ้งอย่างไม่ใยดีต่อสัตว์โลก จักรวาลของหมู่บ้านเปลี่ยนไป เพราะกลุ่มคนที่เรียกว่า สมาชิกอบต ที่จบจากในเมืองหลวง ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนมันได้ทั้งที่บึงนี้มันเคยเป็นจักรวาลของตัวเอง ก็เพราะจักรวาลของเขาได้เปลี่ยนไปแล้วนั่นเอง ผมอดขำไม่ได้ที่เห็นลานคอนกรีตขนาดใหญ่ ด้านหน้า มีแผ่นป้ายสังกะสีที่พอเหลือตัวอักษรจางๆ ว่า ลานแอโรบิก ต้านยาเสพติด ที่กลายเป็นที่จอดรถสำหรับการประชุมของสมาชิกอบต.ไปแล้ว ผมเรียนรู้อะไรบ้างนะเหรอ ผมถนัดอะไรบ้าง ที่จะตอบตัวเองได้ดังที่สุดคือ ผมถนัดการเล่าเรื่องด้วยการเขียน และผมก็เรียนรู้ว่า ยิ่งซับซ้อน ก็ยิ่งวุ่นวาย
May 24 Let ‘ me go Home…Let ‘ me go Home… น่าสังเวชใจนิดๆ ที่เพลงความหมายสวยๆ อย่าง Home ของ ไมเคิล บูเบย์ ถูกนำมาใช้เป็นเอ็มวีของ มหาโจรแห่งถนนจรัญ ที่ต้องสัญจร รอนแรมอยู่นอกประเทศในขณะนี้ ในเอ็มวี ประหนึ่งสื่อว่า “กรูผิดอะไร? “ คำถามนี้ให้ความรู้สึกเหมือนลูกนักการเมืองชอบใช้ตอนมีเรื่องว่า “มึงรู้มั้ยกรูลูกใคร” ไอ้คนหนึ่งมันก็ไม่รู้ว่าพ่อมันเป็นใคร สวนอีกคนมีเลือดติดมือยังมาถามอีกมา เลือดใครเนี๊ย ว๊ายยยย ตายแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะเริ่มเครียดครึ้มเช่นนี้หรอก แต่พอดีคึดถึงเพลง Home เพลงนี้ที่ว่า ถ้าคุณเศร้าคุณจะอยากไปไหน และคิดถึงอะไร ผมคิดถึงบ้าน....ผมคิดถึงบ้านเสมอเมื่อเกิดปัญหาและอยากบ้วนน้ำตาออกจากใจ แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกไม่มีที่ไป ทุกที่มันวุ่นวาย ผมจำได้ดีว่าทุกครั้งตอนที่เรียนผมมักมีปัญหาเรื่องต่างๆ แต่ก็พอจะนับได้ว่าอะไรบ้าง เพราะผมไม่ใช่คนที่จะอยู่กับปัญหา และมีปัญหาอะไร ผมมีอยู่สองเรื่องคือ เรื่องของเพื่อน และเรื่องของคนที่ไม่อยากเป็นเพื่อน และทางแก้ไขหลังจากเกิดความรู้สึก คือการนั่งก๊งเหล้าจิบเบียร์กับไอ้เบิ้ล ไอ้ตั้ม และไอ้นัส ทันที่แอลกอลฮอล ค่อยกระดึ๊บเข้าสู่กระเลือด ผมก็จะเริ่มเล่า ระหว่างเหล้า เล่าจนถึงจุดหนึ่งผมก็จะบอกว่า กูอยากกลับบ้านว่ะ ผมไม่ได้อยากกลับบ้านเพียง เพราะการพลาดแชมป์ของทีมรัก ที่ตั้งหน้าตั้งตาเล่น แต่กลับเป็นทีมที่ตั้งหน้าตั้งตารำชนะ ผมไม่แปลกใจที่ลูกกลมๆ จะดิ้นออกทางไหนก็ได้ และแพ้มันก็เจ็บแต่ก็เข้าใจในสัจธรรม แต่ไอ้ที่แปลกใจก็ตรงที่ สื่อประโคมชมทีมนางรำ เอซีมิลาน ที่เอาแต่ทำท่าทางเหมือนนางรำ ย่ำเท้า เยี้ยงย่าง เมื่อได้บอล โดยเฉพาะคนที่ถูกชมว่าเป็นเทวดาลูกหนัง ที่ตลอดทั้งเกมส์แทยจะไม่มีบทบาท สรุปแล้วตลอด 90 นาที นางรำมิลาน รำไปซะ 60 นาที เล่นบอลไป 10 นาที และถ้วงเวลา(ซึ่งก็เป็นการรำ) อีก 13 นาที แต่เราคือลิเวอร์พูล...เราคือตำนานที่ยังมีชีวิต และจะเป็นตำนานเดียวที่ผมจะอยากจดจำ จบเรื่องทีมรัก กลับมาที่ความรู้สึกอยากกลับบ้าน ไม่รู้สึกนะผมไม่แน่ใจว่าทำไม ผมเหนื่อย อยากพัก กระมัง แต่บ้านในที่นี้คงไม่ได้เป็นบ้านหลังเดิมเหมือนตอนเรียน ไม่ใช่บ้านมะขามที่อยู่ตอนนี้ แต่คงจะเป็นบ้านของหัวใจ ที่แค่อยากโบยบิน เหมือนนก ถ้าผมเป็นผู้หญิงก็คงสรุปได้ดี และง่ายกว่านี้ว่าตัวเองเป็นอะไร ผมคงจะสรุปได้ว่า ผมกำลังเป็นmen และกะลังอ่อนแอ อ่อนไหว แต่ทว่าผมก็ไม่ใช่ ผมจึงอาจสรุปได้ว่าเป็นอาการโรคใหม่ โรคที่เรียกว่า นางรำมิลาน แซดลี่ โฮมซิก Nangrum Milan sadly homesick
You’ ll never walk alone
รักสาธุชน
May 03 อยากให้โลกเดินช้าลงบ้าง...ได้มั้ยอยากให้โลกเดินช้าลงบ้างได้มั้ย เคยมั้ยที่อยากให้สรรพสิ่งช่วยช้า และสรรพเสียงช่วยเบาลง บ้างมั้ย คงจะดีที่เมื่อทุกอย่างรอบๆ ตัวดูจะวุ่นวาย จนแทบเรียบเรียงไม่ถูกว่า คนเราคนทำอะไร และไม่ควรทำอะไร และอะไรควรก่อนหรือหลัง แน่นอนว่า บางคนบอกกับเราว่า เพียงหลับตาแล้วค่อยๆ คิดและจัดสรรข้อมูล แล้วก็จะพบทางออก หรือบางคนว่าปล่อย...และก็ปลง ยากครับผม ทฤษฏี แนวคิด กับความเป็นจริง … โชคดีที่ได้โอกาสให้ชีวิตได้ผ่อนเครื่อง ละคันเร่งออก เมื่อวานนี้ได้ขึ้นเรือกลับบ้านในรอบหลายเดือน หลังจากที่เปลี่ยนวิธีการกลับจากท่ำงานโดยนั่งรถเมล์ทั้งหมดเพื่อประหยัดเงินและเวลา รู้สึกถึงความโปร่งของสมอง มันไม่ต้องเรียบ ไม่ต้องกลัวไฟแดง ไม่ต้องโมโหคนขับที่ สามารถขับให้ติดไฟแดงได้ ทั้งที่ไฟเขียวเพิ่งจะออกจากฝักสดๆ คนขับก็บ่มซะกลายเป็นไฟแดงแจ๋ หรือไม่ต้องโมโหกับภาพริมถนนที่ทำให้เรารู้สึกโมโหโลก และหมดหวังกับโลก อาทิ เมื่อสองวันที่ผ่านมา ผมไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายประจำหลังจากส่ง คนรัก ที่ป้ายมีคนพลุกพล่านเช่นเคย ผมเห็นชายหญิงคู่หนึ่งทะเลาะกัน อายุทั้งคู่อยู่ที่ราวๆ 16-17 ปี ทะเลาะกันด้วยเสียงสักพัก ผู้หญิงเดินหนี –ผู้ชายกระฉากมือ – ผู้หญิงด่า – ผู้ชายทำท่าทีฮึดฮัด – ผู้หญิงถามว่าจะทำไม --------------และผู้ชายนก็ตบดังสนั่น เป็นคนสับหลังในผับ …เฮ้อ ย้อนเวลาไปเดือนหนึ่ง ที่ป้ายนี้ป้ายเดิม ชายหญิงอายุ 20-21 ผู้ชายขับรถเข้ามาที่ป้ายรถเมล์ มีหญิงสาวยืนอยู่ ถามหญิงสาวว่าไปส่งใหม่ ทันใดนั้นหญิงสาวกึ่งวิ่งกึ่งเดินหนี ผู้ชายตามไปแล้วมีการทะเลาโต้เถียง สัตว์เลื้อยคลานเต็มฟุตบาตไปหมด ก่อนที่จะยือยุดมือกัน – หญิงสาววิ่งหนี – ชายหนุ่มวิ่งตามพร้อมด้วยหมวกกันน๊อก และแขวนเทวะเครื่องชื่อดังที่คอ อันบิ๊ก – หญิงสาวเรียกแท็กซี่ – ชายหนุ่มวิ่งตามไป –หญิงสาวไม่ทันจะได้ปิดประตู –------ ชายหนุ่มใช้หมวกกันน๊อกซัดเข้าไปที่หัว ....เฮ้ออออ โลกหมุ่นเร็วไป โลกเราเป็นอะไรกันหมดแล้ว อาจเพราะคันเร่งชีวิตของแต่ละคนมันจะเพี้ยนกันไปหมด เมื่อวานนี้เลยรู้สึก สบายใจ ปลอดโปร่งซะใจเป็นที่สุด
ลดคันเร่งชีวิตบ้างครับพี่น้อง แบงค์เอง May 02 ชาตะกรรม ของคนมาโซคิสชาตะกรรม ของคนมาโซคิส รู้มาโซคิสคืออะไร มาโซคิสนั้น ความเป็นจริงก็คือ โรคจิตเภทประเภทหนึ่งที่นิยมความรุนแรงทางเพศ ซึ่งตรงข้ามกับซาดิสนั่นเอง ซาดิสคือ ชอบใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น มาโซคิสนั่นจึงเป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นพวกที่ชอบความเจ็บปวดนั่นเอง แต่ในปัจจุบันมักถูกนำมาใช้กับกลุ่มคนปรกตินี่แหละแต่มีความผิดปรกติในเรื่องของความรัก เรื่องการมองโลก กลุ่มมาโซคิสก็คือ พวกที่ฟังเพลง นิดนึงพอ โปรดเถิด และเพลงอื่นๆ ที่มีเนื้อหา แสดงความเจ็บปวดจากการรอ การจาก การแอบ การเลิก การรัก คนแรกที่เป็นหนุ่มมาโซคิส (คู่แข่งหนุ่มคลีโอ) ไอ้เบิ้ล วานนี้ทันทีที่ขึ้นรถของเบิ้ลที่เพิ่งถอยมาใหม่ๆ ในสถานภาพมืดสอง เพลงของรถเบิ้ลที่ประเคนสู่โสตประสาท ล้วนเต็มไปด้วย เธอจากไปทำมัย เธอทำอย่างนี้กับฉันทำไม รักเธอแต่เธอไม่รู้ ฉันผิดเอง ต้องยอมรับว่ามาโซคิสทำให้ฟังเพลงเหล่านั้นเพราะขึ้นจิงๆ การจะเป็นมาโซคิสได้ต้องแหลกกับน้ำตาหลายแกลอนทีเดียว ไม่พอยังต้องแลกกับคงความเสี่ยงกับการเป็นตับแข็ง และมะเร็งปอด เบิ้ลเป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่แน่ใจในชะตาตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองหายใจแบบนี้ถูกต้องหรือเปล่า ที่ทำอยู่เพื่ออะไร เบิ้ลมีคำถาม และไม่แน่ใจ เพราะความสูญเสียครั้งสำคัญมันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยทั่วหน้ากัน เราใช้ชีวิตเหมือนกับร่างกายเป็นสวนสนุก กินเหล้ามากขึ้น หนักขึ้น พร้อมไปกับการสูบบุหรี่ เฮ้อ...นี่ล่ะที่มาของเบิ้ลมาโซคิส คนที่สองก็คงเป็นไอ้ประพจน์ มาโซคิสเสียสมอง ไอ้นี่ก็ไม่ต่างจากมาโซคิสคนอื่นๆ ในโลก จมอยู่กับวงวน กับการแอบรัก การได้แนบชิดซีดซาดจะขาดใจ เอาเถอะชีวิตใครของมัน คนสุดท้ายที่กล่าวถึงในวันนี้ก็คือผม ผมเองมาโซคิส มืออาชีพ ขนาดมีคนรักเป็นตัวเป็นตน ยังอุตส่าห์แอบมาโซคิส แอบฟังเพลงเศร้า และก็ร้องไห้ และก็เศร้า ชอบคิดว่าจะโดนทิ้ง ชอบแอบเปิดสเปซคนรัก แล้วก็ดูรูปคนรักเก่าของเธอ แล้วก็มานั่งพิจารณาว่าเขาดีกว่าเรายังไง ก็ไม่มีเลย ไม่มีเลยที่เราจะเทียบ ฮ่าๆ ดูแล้วมันซะใจ มันซึม มันเศร้า ทำไปได้นะเรา ไม่รู้ชะตากรรมของเราจะเป็นยังไงนะ...
แบงค์มาโซคิส March 26 วันเวลาที่ หลงลืมวันเวลาที่ หลงลืม
ผมเป็นนักเขียน สมใจ แต่ก็ยังไม่ใช่ที่สุด แต่ผมก็ไม่สามารถปลดปล่อยพันธการความขี้เกียจได้ ผมจึงอยุ่ในวังวนของนักเขียนออฟฟิศ
ผมมีคนรัก ...และเป็นสุข อย่างที่ไม่เคยคาดไว้....แต่ผมก็ยังไม่ดีพอสำหรับเธอ แต่ผมจะดีขึ้นแน่เมื่อมีเธออยู่ข้างๆ ขอบคุณนะ อุ๋ย
ผมมีเรื่องราวของเพื่อนๆ ที่วุ่นซะจนไม่อาจจะเล่าอะไรให้ฟังตอนนี้หมดได้ แต่ผมอยากบอกว่าผมห่วงเบิ้ล และเพื่อนๆ ทุกๆคน มาก และรักพวกเค้ามาก
ผมลืมกระดานความรู้สึกแห่งนี้ ด้วยเพราะชีวิตที่อยู่กับการเขียน และคิด มันเพลียเหลือเกิน ผมขอโทษเพื่อนๆ ที่ขาดการติดต่อ ขาดการสนทนา ในแบบเดิม แต่ผมยืนยันว่าผมคิดถึงพวกคุณ ทั้งโลกไซเบอร์ และโลกของความจริง
ผมเหนื่อยจัง
อยากทะเลอีกจัง อยากมีทุกๆ คนที่รักไปด้วย
รัก ทุกคน
ขอสาธุชนจงเปี่ยมไปด้วยสุข และความรักจงบังเกิดแก่ท่าน.
แบงค์เอง
August 06 จดหมายถึงหมายกรรม 2สวัสดีนายกรรม
นายกรรมที่เคารพ ยังทันจะข้ามคืน หลังจากที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณฉบับแรก คุณก็เหมือนจงใจแกล้งผมอีก แหมๆ รู้สึกว่าคุณจะโต้กลับผมได้อย่างเจ็บแสบเลยนะ ผมพูดเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่ผม รักแรกที่ไม่ใช้ครั้งแรกไป คนที่ผมติดอยู่กับความทรงจำมาตลอด
รู้ใช่มั้ย ว่าเมื่อคืนเค้าโทรมาหาผม ตอนเกือบตีสอง ผมรุ้ว่าการโทรมาเพื่อระบายความในใจกับผม เรื่องความรักที่ไม่ใช่ของผมและเธอ และก็ไม่ใช่ของแฟนของเธอ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เรื่องบรรดารักซ้อนของพวกเธอ ผมได้รับฟังเรื่องที่แสนเจ็บปวดอีกครั้ง มันดีนะที่เราได้เป็นคนที่เค้าจะคิดถึงเวลาเป้นทุกข์ อย่างที่ผมเคยพูดกับเธอบ่อยๆ ว่า "เวลามีความสุขแกไม่ต้องคิดถึงชั้นก็ได้ แต่เมื่อมีทุกข์แกจะบอกให้ชั้นรู้ได้มั้ย" และก็จริง เธอก็คิดถึงชั้นเมื่อเป็นทุกข์จริงๆ
เธอมาเล่าเรื่องของความทุกข์ของเธอ เธอควรทำอย่างไรดี เพราะเธอกำลังมีรักซ้อน เธอยังไม่ได้บอกให้แฟนตัวจริงรู้ว่าเธอกำลังมีใครอีกคนเข้ามาพัวพันกับชีวิตอันแสนยุ่งเหยิงมา ผมเองก็ไม่รู้จะให้คำแนะนำอย่างไรดี เพราะจริงๆ เธอคนนั้นผิดตั้งแต่แรก และเธอก็ใช้ความรักของเธอผิดมาตลอด เธอมักจะรับให้ผู้ชายเข้ามาในชีวิตเธอทั้งๆที่มีแฟนแล้วมาตลอด ด้วยทัศนคติที่ว่า เธอพร้อมจะมีทางเลือกเพราะไม่ได้ผิดบาปอะไรเพราะเธอละแฟนยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่แล้วครั้งนี้เธอก็จนมุมอีกครั้งแม่ ครั้งนี้เธอเดินเกมพลาด ปล่อยความรักทั้งดำเนินไปมาเกินขีดจำกัดที่ควร เธอและรักซ้อนเดินกันมาใกล้เกินไป
นายกรรมรู้มั้ย ผมไม่กล้าแม้จะบอกว่า เธอจะรุ้มั้ยว่าผมน่ะเจ็บปวดนะที่เธอทำอย่างนี้ เธอพร้อมจะรับใครก็ได้ในชีวิตเว้นเสียแต่เค้าพวกนั้นไม่ใช่ ผม ผมได้แต่หัวเราะกับตัวเอง ผมไม่กล้าแม้จะพูดในสิ่งที่คิดในใจ ....ว่าผมน่ะรักเธอมากนะ และรักนั้นมันไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่ผมบอกรักเธอไป เธอคงไม่รู้สินะว่า ที่ผมจะถอยห่างออกไปตลอดปี ที่ผ่านมา ความรักที่เคยให้กับเธอมันไม่เคยให้กับใครอีกเลย
นายกรรมที่เคารพคุณตอบโต้ผมได้ร้ายกาจมาก พูดจริงๆนะ ผมรอเธอได้ ถ้าหากคนๆนี้จะเป็น พรหมของผม แต่หากไม่ใช่ คุณควรปล่อยผมไปซะ....อ้ออีกอย่างนะ สิ่งที่เพื่อนคนนี้ทำมันผิดแน่ๆ แต่ช่วยผมหน่อยได้มั้ย คุณคงกว้างขว้างในวงการ นายกรรม ถ้าคุณรุ้จักนายกรรมของผมคนนี้ ช่วยไปขอร้องเค้าได้มั้ยว่า อย่าเอาผิดจากเพื่อนผมคนนี้ได้มั้ย เธอก็แค่ เข้าใจในหลักกรรมผิดไป อย่าทำให้เธอทุกข์ใจเลย แล้วฝากบอกนายกรรมของเพื่อนผมอีกว่า ช่วยทำให้เธอสุขสมในความรักไปเลยดีกว่า ให้ใครซักคนที่รักเธอและเป็นคนดี ขอเธอแต่งงาน และแต่งงานไปเลย ผมจะได้ถอดใจซะที เพราะนี้คงเป้นวิธีหนึ่งที่ดีจะทำให้ผมเลิกรักเธอได้
ด้วยความเคารพ
ผมเอง
Talking about จดหมายถึงนายกรรม
Quote จดหมายถึงนายกรรม August 05 จดหมายถึงนายกรรมจดหมายถึงนายกรรม>>>
สวัสดีครับ นายกรรม
ผมตัดสินใจอยู่นานว่าจะสื่อสารกับคุณอย่างไรดี จากที่เคยด่าท่อ ค่อนเคาะถึงคุณอยู่ตลอดชีวิต ผมเลยตัดสินใจเขียนจดหมายถึงคุณเป็นทางการเป็นครั้งแรก
คุณเคยคิดบ้างหรือปล่าวว่าเราจองล้างจองผลาญกันมานานพอสมควรแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนผมทำอะไรคุณไว้มากมายนักหนา คุณถึงได้กัดไม่ปล่อย ไม่ยอมให้ผมได้ใช้ชีวิต
ที่เรียบง่าย อย่างเช่นคนบางคนบ้าง ไม่เห็นภาพใช้ใหม่ ก็เช่น นายกทักษิณ ผู้ร่ำรวย หรือนายบิลเกต เจ้าของไมโครซอฟ หรืออย่างนายสตีฟจอบ เจ้าของแอปเปิ้ล หรือผมทำบุญน้อยกว่าพวกเค้า เชื่อเถอะถ้าผมมีอย่างพวกเค้า ผมก็จะมีมูลนิธิเช่นเดียวกับคนพวกนั้นแน่นอน แล้วคุณเองก็จะได้รับผลบุญอย่างเต็มเปี่ยม เต็มขีดบุญ ผมจะเล่าให้คุณฟังนะ นายกรรม ตั้งแต่เด็ก ยายมักจะกระเตงผมไปวัดเป็นประจำ ผมเองก็เป็นหลานที่ไม่เลวนัก ผมก็เชื่อฟังหมั่นไปทำบุญกับยายบ่อยๆแม้จะไปด้วยสภาพงัวเงีย ในบางครั้งที่ขยันหน่อยผมก็จะตื่นแต่เช้าไปรอตาของผมที่จะทำกับข้าวรอให้พระเดินมารับบิณทบาต และเมื่อผมโตถึงเกณฑ์อายุ ผมก็ตัดสินใจร้องขอบวช หวังจะได้ผลบุญแก่พ่อแก่แม่ ญาติๆ เพื่อนๆ ทุกคน รวมถึงเพื่อนสนิทที่สุดอย่าง เจ้ากรรม และนายไง นายกรรม ผมหวังจะได้ชีวิตที่มีอุถปสรรคน้อยกว่านี้ แล้วคุณล่ะเคยให้ในสิ่งที่ผมให้บ้างหรือยัง คุณให้อะไรผมบ้าง ลองมาทวนความทรงจำสิ ....
- คุณให้ชีวิตที่ปราศจากความสมบูรณ์ ขาดๆเกินมาตลอด ผมตัวสูงชะลูด แต่ก็ผมกระร่อง ตลอดเกือบจะ 25 ปี
- คุณให้ชีวิตที่ปราศจากความรัก ผมไม่เคยสุขสมในความรัก แต่ก็ขอบคุณที่อนุญาติให้ผมมีแฟนได้ 1 คน ในรอบ 20 ปี ด้วยระยะเวลา 2 เดือนเต็ม และคุณก็จับเราแยกกัน จากนั้นคุณก็จัดแจงให้ผมติดอยู่กับรักแรกมาตลอด ทำให้ผมติดอยู่กับอดีต วนเวียนที่จะคิดถึง ห่วงใย และรักใครคนหนึ่งทั้งที่ไม่อาจเป็นจริงได้ ซึ่งผมก็ขอบคุณในส่วนที่คุณทำให้ความสุขนะ แต่ก็นั่นแหละมันทรมาณนะกับการรักอย่างเต็มหัวใจ แต่ไม่อาจได้แม้แต่เสี่ยวของใจเค้า ยังไม่พอคุณก็ยังอุตส่าห์บรรดาให้ผมชอบคนง่าย แต่ก็ขี้อาย ขาดความมั่นใจ ไม่รู้ว่ากรรมนี้ผมเกิดจากอะไรเหรอ ผมทำอะไรคุณไว้ หรือคุณเตรียมใครไว้สำหรับผม เนื้อคู่หรือไง มันนานเกินไปหรือเปล่า กรุณาส่งมาให้สะทีเถอะ ขอร้อง ผมเหงามาก ผมอาจจะพยายามมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่ปราศจากเรื่องพวกนี้ แต่คุณรู้จักคำว่า ขาด มั้ย มันขาดบางอย่างไป นายคงเข้าใจในข้อนี้นะ ปล่อยผมเถอะ
-คุณสร้างครอบครัวที่ผมมีความสุขสมบูรณ์ แต่แล้วคุณก็ทำให้สิ่งสมบูรณ์มันหายไป พร้อมๆ กับสภาพจิตอันดีของผมก็ค่อยสูญสลายไปทีล่ะนิดๆ แม่บอกผมเสมอว่าเราต้องเชื่อในเวรกรรม กรรมดีกรรมชั่ว แต่แล้ววีนนี้ผมต้องปลอบโยนแม่ผม ให้เชื่อว่านี่เป็นเรื่องของกรรม และไม่นานมันก็จะหมดไป เมื่อไหร่ล่ะ!! แม่ผมเป็นทุกข์มากนะ แม่ผมเป็นคนดีมาก คิดแต่สิ่งดี ทำแต่สิ่งดี คุณว่าการเป็นครูมาตลอดชีวิต ให้ความรู้เด็กๆ มันเป้นบุญที่เพียงพอกับการจะให้กรรมดีมั้ย หากจะยังไม่ช่วยอะไรผม ยังไงผมก็ขอให้ช่วยให้แม่ผมไม่มีทุกข์ด้วยเถิด คุณว่าการที่ทำให้แม่ผมเจ็บป่วยมาตลอด จนในที่สุดก็ตรวจพบว่าเป็น โรคทาลัสซีเมีย ชนิดพาหะ และทำให้ผู้ชายที่ผมรักที่สุดมีคนอื่นมันเป้นการตอบแทน กรรมดีเหรอ
นายกรรมที่เคารพ ผมเชื่อว่าคุณมีจริง และผมก็เชื่อในกฏของคุณ ผมคิดว่าความดีมันจะลบหรือลดทอนไปได้ ขอร้องเถอะ ช่วยบรรเทาภัยแห่งกรรมที่ถาโถมผมอยุ่ตอนนี้ ผมจะพยายามทำดีต่อไปเพื่อมให้คุณเห็นต่อไป คุณฟังดีๆซิทุกกครั้งที่จะอฐิษธานอะไรผมก็ขอให้คุณปล่อยผมและผู้คนที่รักพ้นไปจากคุณ และขอผลบุญให้คุณ
ด้วยความเคารพ
ผมเอง July 17 ดอกไม้ ประตู แจกัน โคมไฟ ต้นไม้ใหญ่ดอกไม้ ประตู แจกัน โคมไฟ ต้นไม้ใหญ่>>>
แม้บ้านของเราจะไม่ได้มีพฤษาลดเลี้ยวเกาะเกี่ยวพัวพันธ์ เลื่อยเลาะ โอบล้อม จนไปทั่วทิวปลิดปลิวที่กำแพงบ้าน แต่บ้านของเราก็เป็นบ้านที่มีน่ามอง เมื่อมองมันด้วยจิตใจที่ผ่องใส ไม่มีอัคติหรือความเครียดเจือปนในจิต แต่ฤดูกาลอันชุ่มชื่นนี้ บ้านเราก็ได้ต้อนรับสมาชิกของพนักงานผลิตโอโซนใหม่ กลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย นายกระดุมทอง และนางสาวกระดุมทอง ฉันได้ค้นพบทั้งคู่ที่ตลาดต้นไม้ที่ท่าน้ำเทเวศน์ หลังเพ่งพิศและสอบถามคุณสมบัติแล้วฉันก็เห็นควร ชวนมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ถึงวันนี้ทั้งคู่ก็ผ่านโปรได้อย่างไม่ยาก(ยังไม่ตาย) ด้วยระยะทดลองงาน 1 เดือน 2 สหายกระดุมทองแห้งกรอบไปบ้างเล็กน้อยไม่สวยเหมือนครั้งที่จากบ้านเก่ามาสู่บ้านของเรา แต่ฉันยังสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ทั้งคู่ ลาออกจามทีมงานผลิตโอโวนไปง่ายๆแน่ นายกกน้ำตัวโย่ง สมาชิกทีมงานสร้างโอโซน ยังตระหง่าน เคีบงข้างทั้งคู่เป็นอย่างดี ไม่มีท่าทาทีจะลาออกไป ด้วยเป็นสมาชิกที่ไม่มากเรื่องขอแค่น้ำเป็นพอ สืบทราบหลังจากที่สังเกตุมานานว่าชอบเอียงกิ่งก้านไปทางกระดุมทอง จึงอนุมาณได้ว่าคงจะแอบอิงชื่นชมกระดุมทองสองพี่น้องเป็นแน่ 5โป๊ยเซียน ทีมงานจากบ้านเก่าจากอาพาร์ตเมนเก่าที่ยืนยันจะมาร่วมงานที่บ้านหลังนี้ ยังคงทำตัวลึกลับเช่นเคย จนบางครั้งก็สงสัยว่าพวกมันจะลืมกันว่าเป็นไม้ดอก เพราะหลายเดือนที่ผ่านมามันไม่เคยยอมออกดอกให้เห็นเลย ส่วนคุณยายพลูด่าง ดูจะรักกับการเลี้อยเลาะแต่เพียงขอบกระถามและแจกัน เดิมทีแม้จะอยู่รวมกันที่กระถาง แต่เมื่อฉันต้องแยกทั้งคู่ออกจากกัน โดยให้เจ้าหนูพลูด่างน้อย มาอยู่ที่จะแจกัน ประจำอยู่บนตู้เย็นใหม่หลังงามสร้างความมีชีวิตชีวาให้บ้านที่ว่างเปล่า สุดท้าย แม่นางกวักมงคล สัญลักษณ์ของความโชคดีของพวกเรา ยังเข้าๆออกๆบ้าน อยู่หน้าบ้านบ้าง ในบ้านบ้าง เพื่อสร้างความสิริมงคลและโอโซนฟุ้งไปท่วนทั่วกัน ทั้งหลายทั้งปวงมันยังทำงานไปอย่างซื่อสัตย์ต่อฉัน งอแงไปบางเวลา แต่พอได้น้ำก็กลับมาสดใสเหมือนเพื่อนของชั้นคนหนึ่งที่สดใสเมื่อได้พูดถึงความฝันของตัวเอง
ฉันเคยร่วมเขียนบทหนังสั้นเรื่องเกี่ยวกับความรักของครอบครัว ฉันจำได้ว่าฉันเป็นคนคิด คำบรรยายตอนเริ่มเรื่องว่า "ฉันไม่แน่ใจว่า ครอบครัวจะต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่สำหรับฉัน ครอบครัวประกอบด้วย แม่ พี่ สาวและฉัน แค่นี้ฉันก็ไม่ต้องเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้แล้ว" สำหรับครอบครัวของฉันที่อยู่ร่วมตั้งแต่เกิด ดูแปรเปลี่ยนที่ต้องยอมรับกับการสั่นคลอนของสถาบันครอบครัว และสัญญากับตัวเองจะ ให้ความสำคัญกับการรักใครสักคนให้มากขึ้น แต่ฉันก็ยังยิ้มและปริ่มด้วยน้ำตา เมื่อคิดถึงและเป็นห่วง แม่ และน้อง ที่ฉันไม่มีโอกาสได้ดูแลนัก
ส่วนครอบครัวเพื่อนๆ ในบ้านหลังนี้ ดูจะกร่อนลงไปด้วยเวลา และความสัมพันธ์ที่เคลื่อนคลอนไป เพราะกาลเวลา เพื่อนฉันคนหนึ่ง พูดอย่างน่าสนใจและฉันก็จำนนด้วยความจริงที่ปรากฎว่า
ครอบครัว-----------> แฟน --------------->เพื่อน มันเป็นสมการที่ชัดเจน ทุกองค์ประกอบจะต้องเปลี่ยนเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป กับเพื่อนๆ ที่เหลืออยู่ตอนนี้ พร้อมกับพนักงานสร้างโอโซนพวกนี้
...ไม่มีอะไรจะหม่อนหมองไปมากกว่านี้แล้ว ฉันต้องอยู่อย่างมีชีวิตชีวา สูดโอโซนอย่างเต็มปอด ฉันพยายามประคับประคองให้ทุกๆคนเชื่อว่าเรามิใช่เพียงแค่เพื่อน มิใช่คนที่เพียงอยู่ร่วมเฉกเช่นหอพักที่จะเห็นหน้าเห็นตาแค่ตอนเดินสวนมาฉี่ในห้องน้ำ หรือดื่มน้ำในตู้เย็นเดี๋ยวกัน แต่เราคือครอบครัวที่จะอยู่ รับฟังทุกข์ เกลือกคลุกความสุข ร่วมด้วยกัน อย่างครอบครัวเพื่อน.... July 16 ชั้นก็แค่ขนตาของเธอ เท่านั้นเองมันคงใกล้ตาเกินไป เธอจึงมองไม่เห็น มองไม่ถนัดตา
..........................................................
.........................................................โธ่เจ้าขนตาตัวบาง จึงถูกทิ้งขว้างมองข้ามเสมอไป July 02 ก้าวต่อไปของนายเจี๋ยมเจี้ยมก้าวต่อไปของนายเจี๋ยมเจี้ยม >>>
แล้วก็ถึงวันที่ "นกเจี๋ยมเจี้ยม" ตัวนี้จะต้องเดินทางสู่แหละอาหารใหม่ สู่กับบททดสอบแห่งธรรมชาติบทใหม่ๆ การต่อสู้กับหลักพื้นฐานของธรรมชาติ กับบทบาทใหม่พร้อมปีกบางที่บอกกับตัวเองว่าจะต้องอยู่ให้ได้ ผ่านให้ได้ และจะต้องดีขึ้นเรื่อยในทุกวัน ...สู้ๆ |
|
|